สกศ. จัดประชุมนำเสนอผลงานวิจัยการพัฒนาระบบการศึกษาของนานาประเทศ โดย McKinsey
![]() |
|
![]() |
![]() |
![]() |
|
เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมการนำเสนอผลงานวิจัยการพัฒนาระบบการศึกษาของนานาประเทศ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย โดยมี ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ดร. สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา คณะกรรมการสภาการศึกษา คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
![]() |
|
![]() |
![]() |
ดร. ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้เชิญ Mr. Li-Kai Chen ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาของบริษัทแมคคินซีย์ (McKinsey) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารชั้นนำของโลกมานำเสนองานวิจัยพัฒนาระบบการศึกษาของนานาประเทศ สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้มี ๓ ประเด็น ได้แก่ ๑) บทเรียนในการปฏิรูปการศึกษา/ยกระดับคุณภาพโรงเรียนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ๒) วิธีการยกระดับคุณภาพโรงเรียน และ ๓) รูปแบบการพัฒนาของประเทศไทย นอกจากนี้มีการยกตัวอย่างผลการวิจัย เช่น ๑) แม้ว่าจะมีการลงทุนงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายถึงว่าส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียน เช่น ประเทศไทยมีการลงทุนงบประมาณด้านการศึกษามาก แต่คุณภาพยังอยู่ระดับต่ำ ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการลงทุนด้านการศึกษาน้อยกว่าประเทศไทย แต่คุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ๒) ถ้าจะให้คุณภาพนักเรียนเพิ่มขึ้นต้องเน้นที่คุณภาพของครู ๓) การที่จะมีคุณภาพสูงต้องพิจารณาจากคุณภาพเด็กนักเรียนทุกคน ทุกกลุ่ม ๔) วิธีที่จะยกคุณภาพได้ต้องยกระดับคุณภาพการสอน ๕) ทุกเรียนจำเป็นต้องมีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีทักษะความเป็นผู้นำ
![]() |
|
สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ต้องเริ่มจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เช่น ๑) เพิ่มจำนวนผู้เรียนปฐมวัย ๒) ทำให้ผู้เรียนทุกคนสามารถอ่านออกเขียนได้ ๓) ลดอัตราออกกลางคัน ๔) ลดโรงเรียนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ๕) เพิ่มคะแนน O-Net โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
หลังจากการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) จะนำสาระสำคัญและข้อคิดเห็นทั้งหมด ไปปรึกษาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาต่อไป
![]() |
|
![]() |
|
![]() |
|
|
|
Mr. Li-Kai Chen, ผู้อำนวยการด้านการศึกษาบริษัท McKinsey ประจำสำนักงานเอเซีย กล่าวสรุปเรื่องบทเรียนจากระบบการศึกษาต่าง ๆ ที่สามารถนำมาเป็นข้อเสนอแนะประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ ดังนี้ ๑) การปฏิรูปการศึกษาเมื่อพิจารณาจากการลงทุนทางการศึกษาแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาเป็นเป้าหมายที่ทุกระบบการศึกษามุ่งหวัง โดยเฉพาะวิเคราะห์ระดับการใช้ทรัพยากรและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จากการวิจัยระบบการศึกษาต่างๆ พบว่า การปฎิรูปการศึกษากว่าร้อยละ ๗๐ ประสบความล้มเหลวเมื่อพิจารณาจากผลการทดสอบ PISA จึงควรหาจุดบรรจบระหว่างปริมาณการลงทุนและสัมฤทธิผลที่เพิ่มขึ้น ๒) การลงทุนเพื่อการศึกษามีข้อควรพิจารณา คือ ๑. ลงทุนเพื่อการศึกษามีวัตถุประสงค์อะไร และ ๒. จะเร่งรัดการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างไร การลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาของไทยต้องกำหนดสัดส่วนการมุ่งยกระดับกลุ่มสัมฤทธิผลต่ำให้สูงขึ้นและขยายปริมาณที่มีสัมฤทธิผลสูง รวมถึงต้องลดช่องว่างการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพของคนสองกลุ่มให้มีความเท่าเทียมกัน กระบวนการนี้เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ เช่น มาเลเซีย ฮ่องกง ๓) การปฏิรูปการศึกษา คือ การสร้างกระบวนการเชิงนโยบายเพื่อลดช่องว่างของการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง เช่น การยกระดับความสามารถในการอ่านและการคำนวณ การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและการพัฒนาครู โดยมีระยะการพัฒนาที่แตกต่างกันแต่ละประเด็นในสี่ระดับ ได้แก่ จากคุณภาพต่ำมาปานกลาง ปานกลางมาดี ดีมาดีมาก และดีมากถึงดีเด่น ๔) แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษามีหลายระดับและขั้นตอน การพิจารณาพัฒนาการของการปฏิรูปการศึกษานานาชาติต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ทางการศึกษาและสภาพแวดล้อมในแต่ละช่วง และศึกษาผลของการเปลี่ยนแปลงจากสี่ระดับข้างต้นเพื่อเห็นพัฒนาการของการปฏิรูป ๕) การปฏิรูปการศึกษาควรสร้างเครื่องมือในการแทรกแซงเชิงนโยบาย (Policy Intervention) ในสองรูปแบบ คือ ๑. การแทรกแซงเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง (Supportive Intervention) เช่น การพัฒนาวิชาชีพครู ๒. การแทรกแซงเพื่อสร้างระบบตรวจสอบ เช่น การพัฒนามาตรฐานการศึกษาชาติ การกำหนดเป้าหมายของผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชา ๖) กระบวนการปฏิรูปมีทั้งการเปลี่ยนโครงสร้าง การปรับทรัพยากร และการเปลี่ยนระบบการจัดการศึกษา ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาที่ดีต้องหาสัดส่วนการปฏิรูปที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ๗) การล้มเหลวของการปฏิรูป ได้แก่ ๑. นโยบายการเมืองที่เหนี่ยวนำการปฏิรูป ๒. ระบบราชการที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ๓. การล้มเหลวในการกำหนดความเร่งด่วน โดยมีการประเมินสภาวะการจัดการศึกษาในปัจจุบัน หาตัวแปร แล้วกำหนดการแทรกแซงแบบเร่งด่วนในระดับต่าง ๆ กัน ๔. การขาดตัวแบบที่ดีเพื่อเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง ๕. การหาทรัพยาการรองรับขั้นตอนการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ เช่น การมีฝ่ายเสนาธิการติดตามแผนการปฏิรูป และ ๘) เส้นทางการปฏิรูป ได้แก่ ๑. การกำหนดความจำเป็นเร่งด่วนและเป้าหมายการปฏิรูป ๒. การมีต้นแบบการเปลี่ยนแปลง ๓. การจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับการปฏิรูป ๔. การสร้างแผนการปฏิรูปตามช่วงเวลาต่าง ๆ ๕. การมีหน่วยเสนาธิการเพื่อติดตามและประเมินการผลปฏิรูป ๖. การใช้กระบวนการแทรกแซงทั้งในเชิงสนับสนุนและบังคับ ๗. การติดตามความก้าวหน้าของการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ๆ ๘. การเสริมสร้างสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงในทุกระดับ ๙. การสื่อสารเพื่อสร้างการสนับสนุนการปฏิรูปจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ๑๐. การส่งเสริมการดำเนนงานอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
![]() |














