สรุปประเด็นการสนทนารายการรอบรั้วเสมา ช่วงผู้บริหารสนทนา ประเด็น ความก้าวหน้าการดำเนินงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

image

 

สรุปประเด็นการสนทนารายการรอบรั้วเสมา ช่วงผู้บริหารสนทนา สถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz และ AM 1161 KHz ประเด็นเรื่อง ความก้าวหน้าการดำเนินงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา วันศุกร์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๐๘.๓๐ – ๐๘.๔๕ น. โดย ดร. ตวง อันทะไชย ประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น  คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

ผู้ดำเนินรายการ :     รายการรอบรั้วเสมา ช่วงผู้บริหารสนทนา ได้รับเกียรติจาก ดร. ตวง อันทะไชย ประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ร่วมพูดคุยในประเด็น “ความก้าวหน้าการดำเนินงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา” ก่อนอื่นขอให้ท่านกล่าวถึงภารกิจของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นในการดำเนินงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
       
ดร. ตวง :     การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ต้องการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาครั้งนี้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ประกอบกับแนวคิดนโนบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) และประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา) ให้นโยบายไว้ว่า ถ้าจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยคิด ช่วยออกแบบ ท้ายสุดในการออกแบบกระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ เพื่อให้ต่อสู้กับโลกในอนาคต โลกในศตวรรษข้างหน้า ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษามากที่สุด
       
     
 

คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ ๑) รับประเด็นซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการรับฟังความคิดเห็น ๒) ประสานเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศ เช่น ครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา

       
      การดำเนินงานที่ผ่านมา คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ลงพื้นที่จัดประชุมสัญจร ณ ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาวิธีการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนบนพื้นที่สูง และศึกษาว่าการจัดการศึกษาบนดอย กับการจัดการศึกษาในเมืองมีช่องว่าง ความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๓  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านผาแดง  ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ ๙ โครงการหลวงในพระราชูปถัมภ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขอบด้ง และผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหลวง และผู้เกี่ยวข้อง เช่น ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียน
       
       สรุปประเด็นดังนี้  ๑) เรื่องกองทุน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีบัญชาว่า ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๘ จ ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับช่วยเหลือคนยากจน คนยากไร้ ลดความเหลื่อมล้ำของการจัดการศึกษา ถ้าไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ จะส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในอนาคตได้ นอกจากนี้กองทุนยังช่วยพัฒนาส่งเสริมวิชาชีพครู ๒) การผลิตและพัฒนาครู จำเป็นต้องมีการปรับใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๘ จ ว่าจะผลิตและพัฒนาครูอย่างไร ทำให้ครูเป็นครูในอนาคต เป็นครูที่สามารถเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านประเทศไทย ๓) การจัดการเรียนการสอน หลักสูตรปัจจุบันใช้ได้ แต่ไม่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๕๔ วรรค ๔ ระบุว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณา คือ “สามารถเชี่ยวชาญได้ ตามความถนัดของตน” หลักสูตรประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมในเรื่องนี้ ดังนั้น ควรสร้างคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ นำไปสู่การสร้างมูลค่ากับประเทศไทย
       
ผู้ดำเนินรายการ  :    
       

สำหรับบริบททางการศึกษาของประเทศไทย จะส่งเสริมคนที่มีความสามารถเหล่านี้ได้อย่างไร

       
ดร. ตวง :      การปฏิรูปหลักสูตร ต้องการทำให้ผู้เรียนทุกคนมีที่ยืนอย่างเท่าเทียมกัน หมายความว่าคนที่มาเรียนถนัดหรือเชี่ยวชาญทางด้านใด ก็เรียนทางด้านนั้น เช่น การเดินทางลงพื้นที่ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ณ ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมา ได้พบเด็กคนหนึ่งชื่อ สมชาย เป็นเด็กหลังห้อง ไม่ค่อยเรียน แต่เป็นเจ้าของหนังสั้นเรื่อง “ไอ้เตี้ย” ซึ่งมียอดคนดูประมาณ ๑๔ ล้าน ซึ่งเป็นตัวอย่างของเด็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ดังนั้น ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีพื้นที่ให้สำหรับคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบหลักต้องปรับวิธีการเรียน เปลี่ยนวิธีการสอน และวิธีการออกข้อสอบ ดังที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าจะทำให้คะแนน PISA/ O-Net สูงขึ้น ต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอนให้สอดคล้องกับโลก และบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การออกข้อสอบ PISA/ O-Net ใช้วิธี Active Learning (วิเคราะห์ สังเคราะห์) แต่วิธีการสอนหลักสูตรปัจจุบันของประเทศไทยใช้วิธี Passive Learning (ท่องจำ) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน
       
ผู้ดำเนินรายการ :     เมื่อฟังดูแล้วจะได้แนวคิด แนวทางใหม่ ๆ สำหรับการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การทำให้เกิดกลไก สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ช่องทางใดบ้าง และสุดท้ายนี้ ขอให้ ดร. ตวง อันทะไชย ประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ฝากข้อมูลให้ผู้รับฟังรายการรอบรั้วเสมา
       
ดร. ตวง :     สำหรับประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษากับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สามารถส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาได้ที่ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) www.onec.go.th Line: ร่วมปฏิรูปการศึกษา Facebook : ร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย และ เด็กไทยในฝัน โดยสภาการศึกษา E-mail: [email protected] โทรศัพท์ ๐ ๒๖๖๘ ๗๑๒๓ ต่อ ๑๑๓๖ โทรสาร ๐ ๒๒๔๓ ๗๙๑๔ ขอย้ำว่า ทุกความคิดมีคุณค่าสำหรับประเทศของเรา หวังว่าทุกท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาร่วมกับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
       
ผู้ดำเนินรายการ :     สำหรับวันนี้ขอขอบพระคุณ ดร. ตวง อันทะไชย ประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่มาเล่าให้ฟังถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ถ้ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ทางรายการ    ขอเรียนเชิญท่านสัมภาษณ์ในโอกาสต่อไป สำหรับวันนี้ขอบพระคุณ และสวัสดีครับ
       
      ..........................................................................
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
 



  
  

 


image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด