วันนี้ (๑๘ พ.ค. ๒๕๖๐) ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดสภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum) ครั้งที่ ๑๘ เรื่อง “บทบาทการศึกษาเอกชนนอกระบบกับการพัฒนาประเทศไทย ๔.๐” ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร อาคาร ๕๖ ปี โดยมีนายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา เป็นผู้ดำเนินรายการ
 |
 |
ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า “ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดสภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum) ขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ โดยมีทำเนียมปฏิบัติ คือ เน้นบรรยากาศทางวิชาการ ไม่มีเรื่องของการเมือง พูดเสนออย่างสร้างสรรค์ ไม่เน้นพูดถึงปัญหา แต่เน้นเสนอวิธีแก้ และทุกครั้งจะมีบทสรุปเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งมีนโยบายหลายเรื่องที่ตกผนึกในเวทีนี้และนำสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งข้อเสนอจากเวทีนี้ได้นำสู่การปรับเปลี่ยน พัฒนาเชิงนโยบายและเริ่มนำสู่การปฏิบัติ ปัจจุบัน รัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ พ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จึงต้องติดเทอร์โบให้ประเทศ โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า S – Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรรมแบบใหม่ที่สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร การดูแลสุขภาพอนามัย อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งในแผนการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่เน้นให้การผลิตคนตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน กำหนดให้สถานศึกษามีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาในระบบปกติต้องใช้ระยะเวลา และมีกระบวนการมาก ต่างจากภาคเอกชนที่มีความคล่องตัวและปรับตัวได้มากกว่าภาคราชการ จึงสามาถช่วยพัฒนาการศึกษาได้อย่างรวดเร็ว OEC Forum ในครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังความคิดความเห็นจากภาคเอกชน รวมถึงแนวทางที่จะช่วยกันพัฒนาการศึกษาต่อไป
 |
นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กล่าวโดยสรุปว่า การศึกษาเอกชน มี ๒ ระบบ คือ ๑. โรงเรียนในระบบ คือ ๑) สามัญศึกษาและ ๒) นานาชาติ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีมากที่สุดในเอเชีย สามารถเป็น HUB ทางการศึกษาในภูมิภาคได้ และ ๒. โรงเรียนนอกระบบ แบ่งเป็น ๗ กลุ่ม คือ ๑) สอนศาสนา ๒) ศิลปะและกีฬา ๓) วิชาชีพ ๔) กวดวิชา ๕) สร้างเสริมทักษะชีวิต ๖) สถาบันศึกษาปอเนาะ และ๗) ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) สำหรับหลักสูตรโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน คือ อาหารไทย มวยไทย การบิน การบริบาล นวดแผนไทยและสปา โรงแรมและการท่องเที่ยว พาณิชย์นาวี อัญมณี และสอนขับรถยนต์ การศึกษานอกระบบนี้มีจุดเด่น คือ สามารถปรับตัว เคลื่อนตัวได้เร็ว ตอบสนองความต้องการประเทศได้ สามารถทำเป็นอาชีพหรือเรียนเพื่อเสริมทักษะได้ จึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มิติทางการศึกษามีความครอบคลุมและรอบด้าน ซึ่ง สช. มี ทิศทางการดำเนินงานดังนี้ ส่งเสริมการจัดตั้งการศึกษาเอกชนให้มากขึ้น ต่อยอดให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ประสานกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ พัฒนาหลักสูตรที่ตรงความต้องการของผู้เรียน เป็นต้น ทั้งยังได้วางแนวทางที่จะดำเนินการจัดการศูนย์กลางการศึกษา หรือ Education Hub ในสายอาชีพไว้ โดยจะพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศสถานศึกษานอกระบบ โดยจัดทำ CLUSTER การศึกษานอกระบบ จะเสริมจุดแข็งของไทย หรือ education hub ในสายวิชาชีพ ยกระดับมาตรฐานคุณวุฒิของผู้เรียนโรงเรียนนอกระบบ และจะกำหนดแนวทางและที่หลักเกณฑ์ที่ยืดหยุ่ดเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาต่างประเทศ
 |
นายพรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย) กล่าวโดยสรุปว่า การศึกษานอกระบบสามารถใช้เลี้ยงครอบครัว เป็นอาชีพหลัก อาชีพเสริม อาชีพอิสระได้ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับคนเราตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร นวด ความงามระดับโลก ซึ่งตอนนี้ล้วนมีในประเทศไทยแต่ยังขาดโอกาส และยังต้องการการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นเรื่องการพัฒนาผู้บริหารและครู การเสริมทักษะด้านภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาอาชีพ เช่น ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหาร การนวด ฯลฯ ถ้าผู้เรียนมีทักษะทางภาษาก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้ รัฐควรส่งเสริมให้เกิดหลักสูตรใหม่ที่ทันความต้องการของประเทศและต่างประเทศ บางครั้งการพิจารณาใช้เวลานาน เมื่อผ่านบางหลักสูตรก็ไม่เป็นที่นิยมแล้ว นอกจากนี้ควรมีการเชื่อมโยงภาครัฐและเอกชน นำมาจัดร่วมกัน เพื่อลดการศึกษาที่ซ้ำซ้อน ทั้งนี้ ในปัจุจบันมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะนี้จึงมีแนวคิดที่จะทำโรงเรียนชราบาลเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง และสามารถดึงศักยภาพผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาอีกด้วย
 |
นายกงกฤช หิรัฐกิจ ผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหารโรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ กล่าวโดยสรุปว่า การศึกษานอกระบบถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ ๔.๐ เพราะการศึกษานอกระบบดูแลคนตั้งแต่จบการศึกษาในระบบจนวัยชรา เป็นการศึกษาที่ใกล้ชิดผู้คน และสามารถยกระดับความสามารถของแรงงานได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ซึ่งการศึกษาในระบบไม่สามารถปรับได้ทันท่วงที จุดเด่นของการศึกษานอกระบบ คือ มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว คล่องตัว ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ปัจจุบันเป็นยุคที่ปลาว่ายน้ำเร็วกินปลาว่ายน้ำช้า ไม่ใช่ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก การจะไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยว่ายน้ำได้เร็ว จะผลิตการศึกษาไทยอย่างไร การศึกษานอกระบบต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ มีกระบวนการเรียนรู้ มีการวัดผล ติดตามผล ต้องคล่องตัว แม่นยำ ทันสมัย มีอัตลักษณ์ไม่ใช่แค่ทักษะ ซึ่งภาครัฐควรเป็นผู้ชี้นำทิศทาง แต่ไม่ต้องลงรายละเอียด วิธีการเป็นสิ่งที่ผู้จัดการศึกษานอกระบบเป็นผู้คิด และให้ควรให้การส่งเสริมมากกว่าควบคุม
 |
นางสุทธิ์สมร แสงสุรศักดิ์ชัย ผู้บริหารโรงเรียนสอนขับรถยนต์ ID DRIVER จังหวัดขอนแก่น กล่าวโดยสรุปว่า เห็นความสำคัญของการศึกษาจึงได้มาทำโรงเรียน โดยปัจจุบันได้จัดทำ คู่มือทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสอน และมีความร่วมมือกับสายอาชีพเดียวกัน สามารถสอนได้ตั้งรถยนต์ รถขน รถหัวราก ฯลฯ เพื่อรองรับโลจิสติกส์ ปัจจุบันรัฐส่งเสริมให้ร่วมมือกับต่างประเทศ จึงมีแนวคิดที่นอกจากจะสนับสนุนให้คนต่างประเทศมาเรียนที่ประเทศไทยแล้ว ต้องการไปศึกษาเรียนรู้เทคนิควิธีจากต่างประเทศด้วยเพื่อนำมาพัฒนาคนไทย จึงต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องช่องทางหรือให้รัฐมีช่องทางที่ราชการรับรองเพื่อประสานสิ่งเหล่านี้
ท่านสามารถดูภาพบรรยาการได้ที่
