วันนี้ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐ ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมสภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum) ครั้งที่ ๑๗ เรื่อง “การศึกษาสำหรับผู้สุงอายุ” ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร โดยมีวิทยากร ๓ ท่าน เป็นผู้นำเสนอ คือ ๑) ศาสตราจารย์ศศิพัฒน์ ยอดเพชร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุ กรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ๒)นายประยุทธ หลักคำ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มเป้าหมาย สำนักงานกศน. และ ๓)นายนราธิป สุภาราญ รองผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลหนองลาน จังหวัดกาญจนบุรี (โรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ) โดยมีนายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษาเป็นผู้ดำเนินรายการ
ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ และมีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติแผน เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา แผนการศึกษาแห่งชาติ ระยะ ๒๐ ปี จึงต้องสอดคล้องกับการศึกษาตลอด ๕ ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิด ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา วัยแรงงาน จนกระทั่งวัยสูงอายุ ทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับช่วงวัยทั้งสิ้น ดังนั้น สกศ. จึงต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ ๓ ของแผนฯ ที่ให้ความสำคัญต่อการจัดการศึกษาผู้สูงอายุ โดยการพัฒาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดหลักสูตรการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ เพราะมีหน้าที่จัดการศึกษา โดยมอบให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นแกนกลางทำหน้าที่ดูแลการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ และการกำหนดหลักสูตร โดยที่หลักสูตรต้องมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และความต้องการของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิด Active Ageing คือการเป็นผู้สูงอายุที่สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้เต็มกำลังความสามารถ
 |
ศาสตราจารย์ศศิพัฒน์ ยอดเพชร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุ กรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย นำเสนองานวิจัยเรื่องการถอดบทเรียนตัวอย่างที่ดีของโรงเรียนและชมรมผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ ซึ่งสาเหตุในการศึกษาเนื่องจากสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กระแสสังคมมีการเผยแพร่ข้อมูลโรงเรียนผู้สูงอายุอย่างกว้างขวาง และปัจจุบันมีโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก จึงต้องการศึกษาคุณลักษณะของโรงเรียนผู้สูงอายุว่าควรเป็นอย่างไร ควรมีหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพอย่างไร สำหรับผู้สูงอายุสามารถแบ่งได้เป็นวัยต้น (๖๐-๖๙ ปี) วัยกลาง (๗๐-๗๙ ปี) และวัยปลาย (๘๐-๘๙ ปี) ทั้งนี้การศึกษาจะมุ่งที่ผู้สูงอายุวัยต้น สำหรับแนวคิดในการพัฒนาผู้สูงอายุวัยต้นของทั่วโลกจะมุ่งพัฒนาให้เป็นผู้มีศักยภาพใน ๓ ด้าน คือ ๑) สุขภาพ ๒) การมีส่วนร่วม และ ๓) ความมั่งคง ซึ่งในการวิจัยเก็บข้อมูลจากโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบจำวน ๙ โรง จากทั่วประเทศ จากการศึกษาพบว่ารูปแบบการก่อตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุมีหลายรูปแบบ ทั้งก่อตั้งโดย อปท. มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล วัด และ กศน. ผู้เรียนมีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป มีระดับการศึกษาและอาชีพ ฐานะหลากหลาย การเรียนมีตั้งแต่ ๒๕ – ๓๑๐ ต่อห้องเรียน รูปแบบการจัดการศึกษายังไม่ชัดเจนว่าเป็นการศึกษานอกระบบ ในระบบหรือตามอัธยาศัย จึงสรุปนิยามของโรงเรียนผู้สูงอายุว่า คือ ลักษณะกิจกรรมที่สถาบัน หน่วยงานหรือชุมชนจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุผ่านการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบที่ผู้สูงอายุเรียนรู้อย่างสนุกสนานรื่นเริง
จากการถอดบทเรียนพบว่าดัชนีทักษะการเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ คือ ดูแลตนเองได้ พึ่งตนเองได้ ทำในสิ่งที่ปรารถนาได้ตามศักยภาพของตน ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและสังคม เตรียมพร้อมสำหรับ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น สามารถสร้างสุขภาวะทางกายและจิต มีชีวิตยืนยาว ตระหนักในคุณภาพชีวิตที่ดี พัฒนาความสามารถทางสังคมและเศรษฐกิจ สามารถควบคุมตนเอง และพึงพอใจในชีวิต ส่วนหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ คือ เรียนในเรื่องที่ต้องรู้ ควรรู้ และอยากรู้ ซึ่งทีมวิจัยได้จัดชุดความรู้การพัฒนาเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ ไว้จำนวน ๙๖ ชั่วโมง ประกอบด้วยความรู้ที่ต้องรู้ ร้อยละ ๕๐ ใช้เวลาสอน ๔๘ ชั่วโมง ความรู้ที่ควรรู้ ร้อยละ ๓๐ ใช้เวลาสอน ๒๘ ชั่วโมง และความรู้ที่อยากรู้ ร้อยละ ๒๐ ใช้เวลาสอน ๒๐ ชั่วโมง สำหรับเทคนิคการสอนที่สำคัญ คือ ผู้สูงอายุต้องมีส่วนร่วมและเรียนเฉพาะสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังต้องการเวลาเรียนรู้มากกว่าปกติ สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ คือ มีข้อจำกัดในการใช้งบประมาณ ขาดสถานที่เรียนที่เหมาะสม ไม่สามารถจัดการสอนได้ตามตารางสอน ขาดผู้สอน ขาดความรู้ในเนื้อหาที่สอน ผู้สอนขาดทักษะในการสอนที่ดึงดูดความสนใจของผู้สูงอายุ และมีการศึกษาดูงานจำนวนมากทำให้ผู้เรียนไม่ได้เรียนเท่าที่ควร นอกจากนี้ควรมีการต่อยอดพัฒนาชุดความรู้ที่ใช้สำหรับโรงเรียนผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ฝากให้ทุกฝ่ายช่วยกันพัฒนาต่อไป
 |
นายประยุทธ หลักคำ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มเป้าหมายพิเศษ สำนักงาน กศน. กล่าวโดยสรุปว่า สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง ผู้สูงอายุสามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ติดสังคม กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง ปัจจุบันจึงมีจัดทำโครงการเพื่อผู้สูงอายุ ๒ โครงการ คือ ๑) การจัดการศึกษาเสริมสร้างคุณภาพชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ และ ๒) การจัดการศึกษาสำหรับบุคลากรที่ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งในการดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับบุคลากรที่ดูแลผู้สูงอายุมีการจัดตั้งคณะบูรณาการที่ร่วมมือระหว่าง ๖ กระทรวง คือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงศึกษาธิการ กับ ๒ หน่วยงาน คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้ง ๖ กระทรวงและ ๒ หน่วยงานจับมือดำเนินงานโครงการผลิตบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ โดยเลือกใช้หลักสูตรของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แบ่งเป็น ๒ หลักสูตร คือ หลักสูตร ๗๐ ชั่วโมงและหลักสูตร ๔๒๐ ชั่วโมง โดยคณะบูรณาการฯ มีข้อตกลงว่าต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการให้ทุกจังหวัดมีหลักสูตร ๗๐ ชั่วโมง เพื่อให้คนในชุมชนมีความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุ แต่สำหรับหลักสูตร ๔๒๐ ชั่วโมงไม่ได้บังคับ การจัดแล้วแต่ความพร้อม จากการดำเนินงานในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ คณะบูรณาการฯ มีเป้าหมายให้ผลิต ๗๘ กลุ่ม ผลิตได้จริง ๑๔ กลุ่ม แต่หลักสูตร ๗๐ ชั่วโมง ผลิตได้ ๓๖๕ กลุ่ม และพบว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ผู้จบการศึกษาได้งานทำร้อยละ ๘๐
สำหรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ แนวทางในการจัดจะเน้น ๓ เรื่องหลัก คือ ๑. “กาย” เช่น อาหาร โภชนาการ ฝึกอาชีพ การดูแลตนเองเบื้องต้น โรคที่เกิดกับผู้สูงอายุ กายบริหาร ฯลฯ ๒. “จิต” เช่น การศึกษาธรรมะ สนทนาธรรมตามศาสนาที่นับถือ และ ๓. “สมอง” เช่น เกม กิจกรรมพัฒนาสมอง เป็นต้น
 |
นายนราธิป สุภาราญ รองผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลหนองลาน จังหวัดกาญจนบุรี (โรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ) กล่าวโดยสรุปว่า กระบวนการขับเคลื่อนของสถาบันพัฒนาชุมชน (บวร) ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลตำบลหนองลาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี มีเป้าหมายเพื่อต้องการให้ผู้สูงอายุมีความสุขกาย สุขใจ ไม่เป็นภาระกับทางบ้าน ดูแลตัวเองได้ ไม่คิดสั้น จึงมีการส่งเสริมอาชีพดูแลร่างกาย สร้างความสุขสำหรับผู้สูงอายุ โดยปฐมเหตุในการจัดตั้งมาจากสถานการณ์ที่สังคมมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แรงบันดาลใจของทีมงานที่ต้องการให้ผู้สูงอายุมีความสุข มีเสียงหัวเราะ ประกอบกับบทบาทหน้าที่ตามพรบ. และโอกาสที่ได้ไปศึกษาดูงานที่ อบต.หัวง้ม อ. พาน จ. เชียงราย โดยมีปัจจัยหลักที่ทำให้การดำเนินงานสำเร็จ คือ นโยบายของรัฐที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้านำการเปลี่ยนแปลง มีฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่เป็นปัจจุบัน และมีภาคเครือข่าย มีความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ข้าราชการ ชุมชน สำหรับเป้าหมายในการขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาล ตำบลหนองลาน มี ๔ ด้าน คือ ๑) ความมั่นคงในชีวิต ๒) การศึกษาการเรียนรู้ ๓) การเศรษฐกิจ มีรายได้ และ ๔) การสังคมที่ช่วยเหลือพึ่งพากัน โดยใช้ชุดวิชาความรู้การพัฒนาผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ ๓ ชุด ๙๖ ชั่วโมง คือ ๑) ความรู้ที่ต้องรู้ ๒) ความรู้ที่ควรรู้ และ ๓) ความรู้ที่อยากรู้
สามารถดูภาพบรรยากาศได้ที่