สกศ. ถก OEC Forum ครั้งที่ ๑๒ บทบาทการศึกษากับการก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ ๔.๐

image

         

         วันนี้ (๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙) ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมสภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum) ครั้งที่ ๑๒ เรื่อง บทบาทการศึกษากับการก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ ๔.๐ นำเสนอโดย เลขาธิการสภาการศึกษา  ดร. วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร นักวิชาการศึกษา สกศ.  และอภิปรายนำ โดย รองศาสตราจารย์บัณฑิต ทิพากร รองเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดำเนินรายการโดย นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร อาคาร ๕๖ ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

 

         ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้ประเทศไทยจะต้องขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ ซึ่งมอบให้กระทรวงต่าง ๆ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องนำประเด็นการพัฒนากำลังคนมาดำเนินการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ จะต้องวิเคราะห์ นำเสนอแผนการพัฒนากำลังคนไปสู่การเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ โดยการดำเนินการแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรก คือ ระบบ Quick – Win  เป็นการพัฒนาคน ๕ กลุ่ม คือ ๑) กลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ๒) กลุ่มผู้เรียนในระดับอาชีวศึกษา ๓) กลุ่มอุดมศึกษา ๔) กลุ่มผู้สูงอายุ และ ๕) กลุ่มวัยแรงงาน ที่จะตอบสนองการผลิตโดยเร็ว  ช่วงที่ ๒ เป็นช่วงระยะต่อไปในอีก ๑๕ ปี เป็นการพัฒนาโดยรวม การจัดการศึกษาทั้งระบบให้คนพร้อมกับการรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในการขับเคลื่อนประเทศจากไทยแลนด์ ๓.๐ สู่ไทยแลนด์ ๔.๐ ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากกับดัก ๓ เรื่อง ได้แก่ ๑) กับดักประเทศรายได้ปานกลาง ๒) กับดักความเหลื่อมล้ำ และ ๓) กับดักความไม่สมดุล

 
   
   
 

         ทั้งนี้ สกศ. จะนำประเด็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ สรุปเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะรัฐมนตรีต่อไป สำหรับการประชุมสภาการศึกษาเสวนา OEC Forum ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาในยุคดิจิทัล

 
 
   
 
   
 

            ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา  กล่าวโดยสรุปว่า  การก้าวเข้าสู่ประเทศไทย ๔.๐  ต้องเตรียมคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง  หากไม่เปลี่ยนแปลง ไทยจะอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะก้าวไปข้างหน้า   ทั้งนี้ ในการเตรียมคนนั้น การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาคน แต่ในปัจจุบันการศึกษายังไม่สามารถสร้างคนไทยให้เป็นคนไทย ๔.๐ ได้ จึงต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างกำลังคนแห่งอนาคต  โดยสร้างให้คนมีคุณลักษณ์ที่เหมาะสมกับโลกอนาคต  ซึ่งในอนาคตอาชีพหลายอาชีพจะหายไป  อาชีพใหม่จะเข้ามาแทน เช่น  จะมียานยนต์ไร้คนขับ  คนซื้อของออนไลน์มากขึ้น  ร้านค้าเล็กลง ไม่ต้องใช้พนักงานมาก  ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าจากรายการหน้าร้านเองได้  การทำงานก็สามารถทำงานที่บ้านได้มากขึ้น  การเรียนการสอนใช้ส่งทางอินเทอร์เน็ต ตรวจงานทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ฯลฯ  การจัดการศึกษาจึงต้องรองรับอนาคต และเน้นการเรียนการสอนที่เป็นทักษะที่จำเป็นในคนไทยในอนาคต  คือ  การอ่านออก   เขียนได้   คิดคำนวณได้  มีความคิดสร้างสรรค์  คิดวิเคราะห์  แก้ปัญหา  มีทักษะการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี  มีความรู้ความเข้าใจใช้ดิจิทัล มีทักษะในการสื่อสาร  รู้จักตัวตนและอยู่ร่วมกับผู้อื่น  มีความสามารถในการปรับตัว  มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะความเป็นนานาชาติ  นอกจากทักษะเหล่านี้แล้ว เมื่อให้อนาคตคนจะอยู่ด้วยตนเองมากขึ้น พึ่งตัวเองมากขึ้น จึงต้องเน้นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม  การเกื้อกูลแบ่งบัน  ความพอเพียง เพื่อให้ไม่เห็นแก่ตัวและมองแต่ตัวเอง การปฏิรูปการศึกษาต้องเน้นหลักการในเรื่องนี้ให้ชัดเจน 

         การทำให้คนไทยเป็นคนไทย ๔.๐ การเข้าถึงการศึกษาจะช่วยลดการเหลื่อมล้ำ กระบวนทัศน์ในการจัดการศึกษาจะมีการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งทักษะของครูเป็นเรื่องสำคัญ ครูต้องเป็นครู ๔.๐  เพราะข้อมูลมีมาก ครูต้องปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก  เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้แนะนำ ปรับการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานที่จะปรับตัว พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ครูต้องศึกษาเพิ่มเติม เรียนรู้ร่วมไปกับผู้เรียน เรียนรู้เทคโนโลยี ทำความเข้าใจกับคนในยุค Gen Z เพื่อให้จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม   นอกจากนี้ ต้องปรับหลักสูตร เพราะหลักสูตรปัจจุบันไม่สามารถรองรับอนาคตได้ เช่น ในระดับประถมต้นควร เน้นเรื่องการอ่านออก  เขียนได้ คำนวณได้ให้มีพื้นฐานที่ดีก่อน แล้วค่อยเพิ่มเนื้อหาด้านวิชาการมากขึ้นในประถมปลาย ในระดับมัธยม อาชีวศึกษาก็สอนโดยเน้นทักษะอาชีพให้มากขึ้น  เพราะการสอนทักษะมีความสำคัญมากกว่าเนื้อหา  กระบวนการเรียนรู้ควรมีความยืดหยุ่น ไม่ติดกรอบหรือหลักสูตร  กระบวนการคิดสำคัญกว่าการท่องจำ  รวมทั้งต้องสามารถบูรณาการสิ่งที่เรียนมาใช้กับชีวิตจริงได้  การเรียนการสอนควรเน้นการคิดแก้ปัญหา   นวัตกรรรม เรียนรู้ผ่านโครงงานมากขึ้น   ห้องเรียนก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องเรียนที่ทันสมัย เอื้ออำนวยต่อการเรียน เช่น เป็นห้องเรียนดิจิทัลที่สามารถจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจุดเด่นเฉพาะคนได้ ไม่ได้เน้นปริมาณเหมือนแต่ก่อน   รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ได้

         ดร. จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร นักวิชาการศึกษา สกศ.  กล่าวโดยสรุปว่า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา เพื่อเป้าหมายให้คนไทยมีทักษะ  สมรรถนะ และคุณลักษณะที่สนองตอบเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยสู่ประเทศไทย ๔.๐ มีทั้งยุทธศาสตร์ระยะยาวและระยะสั้น (Quick –win)  สิ่งที่ต้องดำเนินการในระยะสั้น คือ ๑. จัดทำฐานข้อมูลระดับชาติฐานข้อมูลระดับชาติ  เพื่อให้รู้ว่าถ้าต้องการคนที่มีความสามารถด้านใด จะสามารถหาคนเหล่านี้ได้จากที่ไหน ๒. จัดทำสถาบันคลังสมอง เป็นจุดรวม เพื่อนำศักยภาพของคนที่มีความสามารถด้านต่างๆ มาพัฒนาประเทศ ๓. Career Academy เพื่อให้เด็กเห็นว่าว่าอยากจะทำงานอะไรในอนาคต ลักษณะงาน เส้นทางอาชีพเป็นอย่างไร อาชีพใดเป็นที่ต้องการในอนาคต ๔. จัดทำกฎหมาย กฎ ระเบียบ   สำหรับยุทธศาสตร์ระยะยาวในแผนการศึกษาแห่งชาติ ประกอบด้วย ๗ ยุทธศาสตร์ คือ  ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานหลักสูตร การเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การยกระดับคุณ๓พ  มาตรฐานวิชาชีพครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรมรองรับความต้องการของตลาดงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาระบบข้อมูล  สารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การพัฒนาคุณภาพคนทุกช่วงวัยและสร้างสังคมแห่งการเรีนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาระบการบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ ๗ การพัฒนาระบบการเงินเพื่อการศึกษา

 
   

..........................................................................................................

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด