สรุปประเด็นการสนทนา จส ๑๐๐ ประเด็น แผนการศึกษาแห่งชาติ : ถอดบทเรียนจากนานาชาติสู่ความสำเร็จ
สรุปประเด็นการสนทนา สถานีวิทยุ จส ๑๐๐ FM 100 MHz ประเด็นเรื่อง แผนการศึกษาแห่งชาติ : ถอดบทเรียนจากนานาชาติสู่ความสำเร็จ วันพุธที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๑๕ น. – ๑๐.๓๐ น. โดย ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา
ประเด็นสนทนา
| ผู้ดำเนินรายการ : | สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำเนินการจัดเสวนา OEC Forum ขึ้น เมื่อวันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ในประเด็น “แผนการศึกษาแห่งชาติ : ถอดบทเรียนจากนานาชาติสู่ความสำเร็จ” วันนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ขอเรียนถามท่านเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้น และความก้าวหน้าในการดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ จะเสร็จภายในเดือนกันยายน ๒๕๕๙ นี้ หลังจากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี และประกาศใช้ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป | |
| แผนการศึกษาแห่งชาติ ที่ สกศ. ได้ดำเนินการจัดทำขึ้น เป็นแผนระยะยาว ๑๕ ปี ก่อนอื่นขอเรียนว่า คุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้อ่อนมาก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นอาจจะด้อยกว่าและสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องมาจัดระบบใหม่เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีคุณภาพสูงขึ้น | ||
| ผู้ดำเนินรายการ : | จากที่ท่านเลขาธิการสภาการศึกษากล่าวข้างต้นว่า คุณภาพการศึกษาของประเทศไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่น ถ้าไม่ได้เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ผลที่ได้ยังคงเป็นที่น่าพอใจ แสดงว่า การพัฒนาของประเทศอื่นๆ มีอัตราก้าวหน้ากว่าประเทศไทยหรือไม่ | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | ประเทศอื่นมีความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นส่วน ๆ มีเด็กที่เก่ง และมีคุณภาพสามารถแข่งขันได้อันดับต้นๆ ของโลก แต่ยังมีคนที่เรียนอ่อนอยู่มาก มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวที่ดึงคะแนนภาพรวม ยกตัวอย่าง การสอบ PISA ประเทศไทยได้คะแนนอันดับ ๔๙ ของโลก แต่ขณะเดียวกันโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตได้อันดับ ๒ ของโลก เท่ากับสหรัฐอเมริกา ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าจะยกระดับอย่างไรให้คุณภาพการศึกษาเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกันทั้งประเทศ ซึ่งประเทศอื่นสามารถทำได้แล้ว สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การกำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | ถ้าจะเปรียบเทียบให้ผู้รับฟังรายการฟัง สมัยก่อนการศึกษาทั่ว ๆ ไป ของประเทศไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่จบแค่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ แต่มีความเข้มข้นในเรื่องของความรู้ที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้ แต่ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรียังเขียนภาษาไทยไม่ถูก คุยไม่รู้เรื่อง ย่อความ หรือเรียงความไม่ได้ หมายความว่า เมื่อก่อนเรียนไม่สูงมากแต่มีความรู้มาก ปัจจุบันดูเหมือนว่า จะเรียนสูง แต่คนที่รู้จริง ๆ จะมีน้อยลง | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | ต้องเรียนก่อนว่า เมื่อก่อนเนื้อหาสาระมีน้อย เมื่อได้รับความรู้ ก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ปัจจุบันนี้ความรู้มีจำนวนมาก รู้มาก แต่แทบจะเอาไปใช้ไม่ได้ | |
| โดยประเด็นหลักที่สำคัญ ได้แก่ ประเด็นสมรรถนะของเด็ก ควรพิจารณาสมรรถนะของเด็กก่อนว่า เด็กรุ่นใหม่ควรมีสมรรถนะอย่างไร โดยใช้หลักการพัฒนาคุณลักษณะ 3R X 8C ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่บุคคลต้องมีในโลกศตวรรษที่ ๒๑ 3R คือ การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Arithmetic) ส่วน 8 C คือ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information, and Media Literacy) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural Understanding) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) ความมีเมตตากรุณา (Compassion) (วินัย, คุณธรรม, จริยธรรม ฯลฯ) | ||
| ประเด็นการกำหนดทิศทางควรกำหนดว่า เด็กไทยรุ่นใหม่ ต้องสร้างเด็กที่ดี มีวินัย และพัฒนาตนเอง มีสมรรถนะที่จะไปประกอบอาชีพในลักษณะการเป็นทุนมนุษย์ในการพัฒนาประเทศ พร้อมจะปรับตัวไปสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งจะนำมาสู่การวางระบบการศึกษาชาติ โดยกำหนดยุทธศาสตร์/แนวทางการพัฒนาการศึกษา ๑๐ ด้านที่สำคัญ ได้แก่ ๑) ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ ๒) ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ๓) ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจและนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา ๔) ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ๕) ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพมาตรฐานครูและบุคลากรทางการศึกษา ๖) ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา ๗) ยุทธศาสตร์นวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ๘) ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนาคนเพื่อการพัฒนาประเทศและการแข่งขันในศตวรรษที่ ๒๑ ๙) ยุทธศาสตร์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และ ๑๐) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน | ||
| สำหรับการเสวนา OEC Forum ครั้งที่ ๙ เรื่อง “แผนการศึกษาแห่งชาติ : ถอดบทเรียนจากนานาชาติสู่ความสำเร็จ” ที่ผ่านมาได้เชิญผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศร่วมปาฐกถาและอภิปรายนำ อาทิ Mr. Thomas Davin, UNICEF Thailand Mr. Hugh Delaney, UNICEF Thailand, Mrs. Maki Hayashikawa , UNESCO Bangkok และ Mr. Lars Sondergaard, World Bank ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ข้าราชการและผู้สนใจเข้าร่วมประชุมกว่า ๑๐๐ คน ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร อาคาร ๕๖ ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งเป็นการเป็นการรับฟังความคิดเห็นของต่างประเทศว่า มีการดำเนินการเรื่องการศึกษาอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์และปรับแก้ไขให้เหมาะสมตามบริบทของประเทศไทย | ||
| ประเด็นที่สำคัญได้แก่ ผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศชื่นชมแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ เพราะเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ ซึ่งเป็นแผนยุทธศาตร์ระยะยาว มีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนตรงกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก แบ่งระยะเวลาการดำเนินงานของแผนการศึกษาเป็น ๓ ระยะ ๆ ละ ๕ ปี ดังนี้ ระยะแรก พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ เป็นการวางระบบและกลไกการบริหารจัดการ โดยการกำหนดแผนและขั้นตอนการเปลี่ยนผ่าน ภายใต้แผนบริหารความเสี่ยง รวมทั้งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาและการนำร่องเพื่อเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการขยายผลต่อในระยะที่ ๒ ระยะที่สอง พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๖๙ เป็นการขับเคลื่อนและขยายผลตัวอย่างของความสำเร็จให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้ระบบและกลไกการบริหารจัดการที่เปลี่ยนไป และแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับปัญหา อุปสรรคที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ และระยะที่สาม พ.ศ. ๒๕๗๐ – ๒๖๗๔ เป็นการติดตามและประเมินผลในเชิงระบบและกลไกการบริหารจัดการเพื่อปรับปรุงแก้ไข และวางแนวทางการบริหารจัดการในลักษณะเชิงพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายที่มีความแตกต่างกัน และขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มีผลผลิต ผลลัพธ์ที่วัดได้ | ||
| ผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศได้ให้ข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ๑) การดำเนินการจัดแผนการศึกษาแห่งชาตินี้ต้องพิจารณาว่า แผนดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกหรือไม่ ๒) การพัฒนาครู ครูเป็นต้นทางของความสำเร็จ แต่ประเทศไทยเน้นเรื่องครูมากเกินไป โดยลืมพิจารณาผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ และบุคลากรด้านอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของโรงเรียน ซึ่งในการพัฒนาจะดูองค์รวมให้ชัดเจน เพื่อเป็นการพัฒนาทั้งระบบ ๓) ประเทศไทยต้องมีทิศทางของแผนที่ชัดเจนในแง่กระบวนการทำงาน และทำความเข้าใจกับสังคม เพราะจุดอ่อนของประเทศไทยไม่มีความชัดเจน อ่อนไหวไปตามกระแส ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เช่น เมื่อจะแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก วางแผนว่า จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เมื่อมีการประท้วง ก็เปลี่ยนเป็นไม่ยุบ แต่ในความเป็นจริงนั้น ควรทำความเข้าใจกับสังคมให้ชัดเจนว่า จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กกี่โรงเรียน มีแผนอย่างเป็นระบบ เป็นต้น | ||
| ผู้ดำเนินรายการ : | ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเหล่านี้สามารถนำมาปรับในประเด็นใดของประเทศไทยได้ | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | สิ่งที่นำมาปรับ เช่น การปรับเอกสารแผนการศึกษาแห่งชาติ โดยการเพิ่มข้อความ ประเด็นต่าง ๆ ที่ชัดเจนเข้าไป เช่น การเพิ่มประเด็นการดูแลชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ ประเด็นภาษา ให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาที่หลากหลาย ประเด็นเด็กอัจฉริยะ เด็กความสามารถพิเศษ ต้องดูแลเด็กเหล่านี้อย่างไร ควรมีสถาบันเฉพาะหรือไม่ เป็นต้น แต่บางเรื่องได้มีอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ไปคุยกับหน่วยงานเจ้าของเรื่องเพื่อที่สามารถลงไปปฏิบัติจริง | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาวางแผนการศึกษาแห่งชาติที่ครอบคลุมระบบการศึกษาของประเทศไทยได้ทุกระดับ หรือมีอำนาจในการสั่งการด้วยหรือไม่ | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | มีการกำหนดในการกฎหมายว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะต้องดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งแผนการศึกษาแห่งชาติจะครอบคลุมตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย รวมถึงการศึกษาเฉพาะทางด้วย ต้องใจกรอบเดียวกัน และในแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้ได้วางแผนครอบคลุมการศึกษาตลอดชีวิตว่า เมื่อจบการศึกษาไปแล้วเป็นวัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องดูแลตรงส่วนใด อย่างไร หรือถ้าเกษียณอายุไปแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเข้ามาดูแลส่วนใด หมายความว่า สกศ. ได้วางแผนครอบคลุมทั้งระบบ | |
| ในการวางแผนการศึกษาแห่งชาติไม่ได้เป็นการวางแผนลอยๆ แต่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยการพูดคุยว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร มีการพูดคุยในระดับจังหวัดว่าแต่ละจังหวัดต้องการพัฒนาคนในลักษณะใด วางแผนทุกจังหวัด แผนการศึกษาแห่งชาติต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วเป็นกฎหมายบังคับใช้ หลังจากนั้นสำนักงบประมาณจะไปจัดสรรงบประมาณตามแผนที่ได้กำหนดไว้ | ||
| ผู้ดำเนินรายการ : | ถ้าเป็นในลักษณะนี้ ในช่วง ๑๕ ปีนี้ ถ้าผลที่ออกมาเป็นอย่างไรนั้น จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | ถูกต้องครับ เช่น ในแผนนี้เขียนไว้ว่าจะพัฒนาเรื่องภาษา ไม่ว่าจะเป็น ภาษาที่หนึ่งคือ ภาษาไทย ภาษาที่สองคือ ภาษาอังกฤษ และอาจต้องรู้ภาษาที่สาม เมื่อมีการกำหนดแบบนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องไปดำเนินการจัดทำแผนว่าเด็กในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา จะต้องรู้อะไร มีเป้าหมายชัดเจนว่า ภายใน ๓ ปี หรือ ๕ ปี เด็กจะพูดได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็น เป็นต้น | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | ในส่วนของนโยบายเมื่อออกมาแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | ถูกต้องครับ และมั่นใจหน่วยงานต่าง ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมช่วยกัน (ร่าง) แผนการศึกษาแห่งชาติเพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย โดยจะมีคณะกรรมการขับเคลื่อน หรือคณะกรรมการติดตามการใช้แผนในส่วนที่เป็นเรื่องหลัก ๆ ตัวอย่าง ถ้ามีการออกกฎหมายเรื่อง กองทุนสำหรับเด็กนักเรียน หน้าที่นี้ สกศ.จะเป็นผู้ดำเนินการ หรืออาจมอบหมายไปที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกกฎหมายก็ได้ ประเด็นการจัดตั้งโรงเรียนเป็นนิติบุคคล ทาง สกศ. จะต้องมีหน้าที่ในการทำกฎหมายหลักและระเบียบหลักก่อน ประเด็นเรียนฟรี ๑๕ ปี ถ้าทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ดำเนินการ ดังนั้น สกศ. จะต้องผู้ดำเนินการจัดทำโครงการ แต่ถ้าทำแล้ว สกศ. จะมีหน้าที่สนับสนุนการทำวิจัยเท่านั้น ประเด็นการจัดตั้งวิทยาลัยในจังหวัดชายแดน ถ้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต้องการจัดตั้งวิทยาลัยในจังหวัดชายแดนที่เป็นพื้นที่เฉพาะกิจ ๑๐ จังหวัด ทาง สกศ. จะต้องเข้าไปผลักดันให้การจัดตั้งสาขาที่เหมาะสม และผลักดันในเรื่องงบประมาณ โดย สกศ. ทำหน้าที่ไปชี้แจง เป็นต้น | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | สกศ. มีแนวทางในการดำเนินงาน ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และวัดผลอย่างไร | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | การวางเป้าหมายที่ตัวเด็ก ให้เป็นคนเก่ง คนดี มีสมรรถนะเลี้ยงชีพได้ ไม่ได้หมายความว่า เลี้ยงชีพเพื่อตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องเลี้ยงชีพในฐานะที่เป็นทุนมนุษย์ คือ อาชีพที่ตัวเองทำสามารถส่งเสริมรายได้ให้กับประเทศด้วย ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่รวยขึ้น ไม่ใช่เป็นประเทศที่จน หรือมีรายได้ปานกลางแบบนี้ เด็กจะต้องเป็นคนที่สามารถปรับตัวสำหรับโลกยุคใหม่หรือโลกในยุคศตวรรษที่ ๒๑ สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายและผลผลิตที่จะเกิดขึ้นจากระบบการศึกษา ในส่วนของระบบการศึกษาจะต้องมีเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาที่สามารถใช้ได้จริง โดยมี ๕ ประการ ดังนี้ ๑) การเข้าถึง (Access) ๒) ความเท่าเทียม (Equity) ๓) คุณภาพ (Quality) ๔) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ๕) การตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | เรื่องนี้เป็นส่วนของกระบวนการหรือด้านนโยบาย | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | เรื่องนี้เป็นเป้าหมายสุดท้ายที่ สกศ. ได้วางแผนไว้ และจะต้องเดินมาถึงจุดนี้ให้ได้ เช่น เป้าหมายสุดท้ายของระบบการศึกษา คือ ทำอย่างไรให้คน ๑๐๐ เปอร์เซ็น สามารถได้เรียนหนังสือทุกคน คุณภาพการศึกษาจะต้องดีขึ้น ทำอย่างไรให้โรงเรียนทั้งหมดมีคุณภาพ รวมทั้งเรื่องการบริหารจัดการของโรงเรียนทุกโรง ต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพ ทำอย่างไรให้สามารถยกระดับการศึกษาได้มากที่สุด | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | มีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องความเท่าเทียมระหว่างในเมืองกับชนบท และความหลากหลายของชาติ | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | ปัจจุบันนี้การเข้าถึงการศึกษาของประเทศไทย ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ดีมาก แต่ด้านความเท่าเทียม คนที่อยู่ทางไกล ได้เรียนโรงเรียนเล็ก ๆ อยู่ในชนบท ซึ่งไม่ได้เรียนรู้สื่อที่มีความทันสมัย ดังนั้นต้องมีการเรียนรู้ศึกษาสื่อทางไกลเพิ่มเข้าไป เพราะคนจน คนไม่มีเงิน เมื่อเรียนหนังสือจะเรียนด้วยความยากลำบาก จึงต้องมีระบบทุนการศึกษาเข้าไปสนับสนุน ถ้าจะจัดตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ต้องไม่จัดตั้งไว้ที่กรุงเทพฯ อย่างเดียวเท่านั้น โดยจะต้องมีการจัดตั้งตามชนบท ชนกลุ่มน้อยด้วยเพื่อให้ได้เรียนรู้เหมือนกัน และวันนี้จะต้องมีการแก้ปัญหาให้คนเหล่านี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ทุกคนได้มีการศึกษาเท่าเทียมกัน | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ท่านเลขาธิการสภาการศึกษากล่าวว่าในเรื่องการศึกษาเรียนฟรี ๑๕ ปี มีการสรุปแล้วหรือไม่ | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณารายละเอียดหลายครั้งแล้ว รวมทั้งมีการแก้ไขและปรับปรุงหลายรอบ ถ้านำเสนอในปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ นี้ อาจจะมีปรับเป็นฉบับที่สมบูรณ์ และสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาได้เลย | |
| ผู้ดำเนินรายการ : | สุดท้ายนี้ขอให้ท่านเลขาธิการสภาการศึกษาฝากอะไรถึงผู้รับฟังรายการเกี่ยวกับการจัดเสวนา OEC Forum ในครั้งนี้และครั้งต่อไป | |
| เลขาธิการสภาการศึกษา : | สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำเนินการจัดเสวนา OEC Forum ทุกเดือน ๆ ละ ๑ ครั้ง ทิศทางการศึกษาของประเทศไทยตรงกับการศึกษาของโลก แต่จุดอ่อนคือว่า เวลาทำอะไร ทำไม่ต่อเนื่อง ซึ่งผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศต้องการให้ประเทศไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีความชัดเจน เพื่อที่จะได้เห็นผล ในประเด็นการพัฒนาครู จะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น | |
| สำหรับการจัดเสวนา OEC Forum ครั้งต่อไป สกศ. กำหนดหัวข้อการเสวนา เรื่อง การผลิตเด็กให้มีความสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศตามโมเดลไทยแลนด์ ๔.๐ ได้ คือผลิตคนให้สอดรับกับ ๕ เซ็กเตอร์เดิมด้านอุตสาหกรรม และอีก ๕ เซ็กเตอร์ใหม่ ประกอบด้วย ๑) กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และไบโอเทคโนโลยี ๒) กลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ ๓) กลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะและหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ๔) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิตอล พัฒนาระบบการสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ ๕) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการเพิ่มมูลค่าการบริการ ซึ่งการจะผลิตกำลังคนทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ ให้ตอบสนองความต้องการของแต่ละเซ็กเตอร์ได้นั้น ต้องดูการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ และในกันยายน ๒๕๕๙ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากำลังทำงานร่วมกับ OECD ซึ่งทำหน้าที่วิจัยให้กับหน่วยงานในเรื่อง PISA TiMSS และคะแนนที่เกี่ยวกับระดับโลก โดยเสนอว่าประเทศไทยได้คะแนนเท่าไร และมีจุดอ่อน จุดแข็ง ตรงไหนบ้าง จะได้ดำเนินการแก้ได้ถูกต้องต่อไป | ||
| ผู้ดำเนินรายการ : | วันนี้ขอขอบพระคุณ ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ที่มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยของเรา ขอบคุณค่ะ |
...................................................................................................................

