สกศ. จัด OEC Forum ครั้งที่ ๗ ระบบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษากับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

image

 

             วันนี้ (๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙) ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการเสวนา OEC Forum ครั้งที่ ๗ เรื่อง “ระบบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษากับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย” นำเสนอโดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น อภิปรายนำ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทนา ศิริทรัพย์ กรรมการผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบทางวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น ๓ อาคาร ๕๖ ปี สกศ.

   
   

             ดร. กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำเนินการจัด “สภาการศึกษาเสวนา” (OEC FORUM) โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อให้เวทีแห่งนี้เป็นเวทีเสวนา ประชุม อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นที่รวมของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศไทย ทั้งนี้จะไม่พูดถึงการเมือง หรือความคิดที่ไม่มีหลักฐานหรือเอกสาร  โดยดำเนินการจัดมาแล้ว ๖ ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ ๑ เรื่อง มองไปข้างหน้าอย่างท้าทาย : บทบาทผู้นำการปฏิรูปการศึกษาของสภาการศึกษา ครั้งที่ ๒ เรื่อง วิกฤตครู : การสอบบรรจุครูไร้คุณภาพจริงหรือ ครั้งที่ ๓ เรื่อง ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาในเวทีเศรษฐกิจโลก พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๕๙ (WEF 2015 – 2016) ครั้งที่ ๔ เรื่อง สะเต็มศึกษาในการศึกษาขั้นพื้นฐาน (STEM in Basic Education) ครั้งที่ ๕ เรื่อง เรียนฟรี ใครได้ ใครเสีย ครั้งที่ ๖  เรื่อง เด็กไทยเก่งอังกฤษได้ : ไม่ใช่เรื่องยาก และครั้งนี้ เป็นจัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๗ เรื่อง ระบบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษากับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย นำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น และอภิปรายนำ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทนา ศิริทรัพย์ กรรมการผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบทางวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันนี้ทุกคนจะได้รู้เกี่ยวกับระบบการเข้ามหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร

             เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า สกศ. จะดำเนินการจัด “สภาการศึกษาเสวนา” (OEC FORUM) ครั้งที่ ๘ เรื่อง ระบบกู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับประเทศไทย ในเดือน มิถุนายน ๒๕๕๙ และครั้งที่ ๙ เรื่อง แผนการศึกษาแห่งชาติถอดบทเรียนความสำเร็จจากต่างประเทศ ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมการเสวนาและแสดงความคิดเห็นได้ต่อไป สำหรับการประชุมในครั้งนี้ สกศ. จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดนำมาสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำเสนอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

 
   

             ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ เป็นกลไกหนึ่งของระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบไปยังกลไกอื่น ๆ ในระบบการศึกษา เช่น ถ้าอยู่ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จะให้ความสนใจว่าระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร ข้อสอบจะออกแบบไหน อย่างไร เพราะสามารถชี้ถึงอนาคตของผู้เรียนได้ สิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้ ๑) ต้องการให้ได้ระบบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษามีความชัดเจนและยุติธรรม ๒) การสอบ โดยเฉพาะข้อสอบ เป็นการชี้กระบวนการเรียน การสอนในห้องเรียนที่ผ่านมาพบว่าจำนวนคนที่มากทำให้ต้องสอบในลักษณะปรนัยที่ ต้องใช้ตัวเลือก ตอนนี้ต้องการให้ใช้การสอบแบบอัตนัย ซึ่งอาจจะยากและลำบากในการจัดทำข้อสอบ แต่จะทำให้ระบบการสอนในห้องเรียน ทักษะ สมรรถนะที่ต้องการจากนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งกระทบต่อหลายส่วน ทักษะสมรรถนะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ตามระดับการศึกษาขึ้นพื้น ฐาน และระดับอุดมศึกษา ระบบการคัดเลือกและข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีส่วนสะกัดกั้นหรือส่งเสริม ขอยืนยันว่ากลไกนี้จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ทิศทางหรือแนวทางที่จะปรับปรุงระบบนี้ให้มีความสอดคล้อง เหมาะสมประเทศไทยมากขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องมาช่วยกันคิด หาคำตอบที่ดีที่สุด

 
   

             ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น กล่าวว่า การที่ปัจจุบันระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสมัยก่อนจำนวนมหาวิทยาลัยและสาขาที่เปิดสอนมีไม่มาก แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีสาขาวิชาหลากหลายกว่า ๔,๑๐๐ สาขา แต่ละสาขามีเงื่อนไข และความต้องการที่แตกต่าง จะทำอย่างไรให้การสอบสามารถคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับสาขานั้นๆ การสอบคัดเลือกจึงเปลี่ยนรูปแบบไป  ทั้งนี้ ระบบการสอบคัดเลือก มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน ๔ กลุ่ม คือ ๑) นักเรียน/ผู้ปกครอง ๒) ครู/ โรงเรียน ๓) คณะวิชา/มหาวิทยาลัย และ ๔) รัฐ   การดำเนินการต่างๆ จึงต้องรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ  สำหรับในด้านนักเรียน/ ผู้ปกครอง มักมีเสียงสะท้อนว่าข้อสอบยาก สอบนอกเหนือที่เรียน ทำให้เด็กเครียด  ด้านครู/โรงเรียน พบปัญหาว่าถ้านักเรียนสอบได้แล้ว มักทิ้งห้องเรียน ทำให้โรงเรียนมีปัญหาไม่มีเด็กเรียน  ด้านคณะวิชา/มหาวิทยาลัยต้องการเด็กที่มีความสามารถ มีพื้นฐานเพียงพอที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้  เพราะถ้าเด็กไม่มีความพร้อม เมื่อเข้าไปเรียนก็ไม่สามารถเรียนได้  สำหรับรัฐต้องการให้การศึกษามีคุณภาพ ทั่วถึง เท่าเทียมและสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

 
   

             สำหรับรูปแบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าอุดมศึกษา ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการรับตรงของมหาวิทยาลัย  การสอบโควตาพื้นที่ การสอบคัดเลือกของกลุ่มคณะฯ/สาขาวิชา เช่น แพทย์  เภสัชกรรม ทันตกรรม  การสอบคัดเลือกในโครงการพิเศษ เช่น เรียนดี  กีฬา ศิลปวัฒนธรรม อาสาพัฒนา  การรับในระบบ Admission การรับตรงหลัง Admission การรับ นศ.ทุนพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้  เป็นต้น 

 
   

             ส่วนเป้าหมายในการพัฒนาระบบ มีแนวคิดดังนี้ ๑) เป็นระบบที่เอื้อให้นักเรียนได้ใช้เวลาเรียนในห้องเรียนได้ครบหลักสูตร โดยมหาวิทยาลัยมีมติให้รับตรงเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี  ๒) เป็นระบบที่มีคุณภาพมาตรฐานตามแนวนโยบายของรัฐและมหาวิทยาลัย  ดังนั้น การออกข้อสอบ O-NET จะเป็นการสอบวัดมาตรฐานการเรียนรู้  ออกข้อสอบภายในขอบเขตสาระการเรียนรู้ เป็นเชิงคิด/วิเคราะห์ ออกข้อสอบโดยกลุ่มอาจารย์ผู้สอน สำหรับสามัญ ๙ วิชา จะเป็นการสอบแข่งขันเข้าสู่สาขาวิชาที่มีการปรับเปลี่ยนตามทิศทางกระแสสากล ออกโดยคณาจารย์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยร่วมกันวิพากษ์  ๓) เป็นระบบที่ให้โอกาสนักเรียนที่อาจมีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท โดยมีเกณฑ์ Admission ดังนี้ O-NET (คะแนนมาตรฐานกลาง) ๓๐ % GPAX (คะแนนโรงเรียน) ๒๐ % คะแนนความถนัด GAT ๑๐-๕๐ % PAT ๐-๔๐ % รวม ๑๐๐ %    ๔) เป็นระบบที่ให้นักเรียนเลือกได้มากกว่า ๑ ครั้ง การสอบ GAT/PAT มี ๒ ครั้ง สามารถเลือกคะแนนที่ดีที่สุด ๕) เป็นระบบที่วัดความถนัดของผู้เรียน ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียน  นักเรียนจึงสอบได้โดยยังไม่ต้องเรียนจบหลักสูตร ๖) เป็นระบบที่คัดเลือกผู้เรียนเข้าศึกษาในสาขาวิชาตามความต้องการที่มีความหลากหลาย จึงมีการรับตรง และใช้การสอบวิชาสามัญ ๙ วิชา ๗) เป็นระบบที่มีการคัดเลือกร่วมกัน ข้อสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ ๙ วิชา สามารถใช้ผลสอบได้กับทุกมหาวิทยาลัย เพื่อลดการวิ่งรอกสอบและภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ๘) เป็นระบบที่แก้การกั๊กสิทธิของนักเรียนที่สอบได้มากกว่า ๑ ที่  โดยจะพัฒนาระบบ Clearing House มหาวิทยาลัยต่างๆ รับตรงได้ โดยใช้ข้อสอบกลาง นักเรียนส่งใบสมัครได้หลายสาขาแต่ต้องมายืนยันสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ Admission ๙) เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกตามความสนใจและความถนัด นักเรียนสามารถนำผลวิชาสามัญหรือ GAT/PAT ไปยื่นสมัครตามที่คณะวิชากำหนด ๑๐) ลดความเครียดของนักเรียน เพราะสอบในระบบกลางครั้งเดียวแต่สมัครได้หลายแห่ง และ ๑๑) เป็นระบบที่สามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานอนาคต

 

             รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า สิ่งที่คนไทยอยากเห็นในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาควรมีลักษณะ ดังนี้ ๑) การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการชี้นำการสอนในโรงเรียน ๒) ระบบคัดเลือกจะเปิดโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกันในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการแข่งขัน ๓) นักเรียนมีสิทธิในการเลือก ๔) มหาวิทยาลัยมีโอกาสในการเลือก แต่ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนด้วย ตามความเหมาะสมในวิชาชีพ และความต้องการเฉพาะพื้นที่ และ ๕) การเปลี่ยนแปลงระบบ ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ ปี

 

             รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เสนอว่า ต้องการให้การเริ่มกระบวนการรับเข้ามหาวิทยาลัยไม่ควรเร็วกว่าเดือนมกราคม เพื่อให้นักเรียนอยู่ในห้องเรียนนานที่สุด ซึ่งสัมพันธ์กับกำหนดการเปิด – ปิดภาคการศึกษา การสอบควรใช้ข้อสอบกลาง คือ GAT PAT วิชาสามัญ O-NET GPAX เพื่อ Admissions กลาง และในการรับโควตาของทุกมหาวิทยาลัย ห้ามจัดสอบวิชาการเอง สำหรับในกรณีที่มหาวิทยาลัยจะรับตรงต้องมีเงื่อนไข เช่น รับตามพื้นที่ มีโรงเรียนในสังกัด นักเรียนดีเด่นพิเศษ เป็นต้น

   
   
 
   

              รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทนา ศิริทรัพย์ กรรมการผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบทางวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษา ต้องพิจารณาความคาดหวังของทุกกลุ่ม   คือ ความคาดหวังของนักเรียน/ ผู้ปกครอง  เช่น ต้องการเรียนในสาขายอดนิยม  เข้าสถาบันที่มีชื่อเสียง จบมาแล้วมีงานทำ รายได้ดี   ความคาดหวังของโรงเรียน เช่น หวังให้นักเรียนเข้าศึกษาในสถาบันที่ดี โรงเรียนมีชื่อเสียง มีครูเก่ง นักเรียนเก่ง โรงเรียนมีความยั่งยืน   ความคาดหวังของสถาบันอุดมศึกษา  นิสิตนักศึกษามี       ความถนัด/ความพร้อมทางสติปัญญา/ สุขภาพ/บุคลิกภาพ  นิสิตนักศึกษาเป็นคนดี บัณฑิตเป็นที่ต้องการทั้งภาครัฐ/ตลาดแรงงาน  เป็นแบบอย่างที่ดี  อาจารย์มีคุณภาพ สถาบันมีชื่อเสียง/ยั่งยืน  โดยนำความคาดหวังของทุกกลุ่มมาหาจุดร่วมที่เหมาะสม 

 

             ทั้งนี้ ได้ฝากถึง ทักษะที่ทักษะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ ๒๑ ว่าคนจะอยู่รอด นักเรียน โรงเรียนจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ต้องผลิตคนที่มีคุณลักษณะ7C  3R  ซึ่ง 7C ดังนี้  ๑. Critical thinking & problem solving  ๒. Creativity & innovation ๓.Cross-cultural understanding ๔.Collaboration, teamwork & leadership ๕. Communications, information & media literacy ๖.Computing & ICT literacy และ ๗ . Career & learning skills ส่วน 3R ดังนี้ ๑ .Reading ๒. WRiting และ ๓ ARithmetic ทักษะเหล่านี้ คือ สิ่งที่ทุกคนต้องพยายามพัฒนาไปให้ถึง

 
 
   






image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด