สรุปประเด็นการสนทนา จส ๑๐๐ ประเด็น ความก้าวหน้าการดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔)

image

 

สรุปประเด็นการสนทนา สถานีวิทยุ จส ๑๐๐ FM 100 MHz ประเด็นเรื่อง ความก้าวหน้าการดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๒๐  น. โดย ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา

 ประเด็นสนทนา

ผู้ดำเนินรายการ :  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีภารกิจหลักในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬากับการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท และได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๙) ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาของแผนในปี ๒๕๕๙   ดังนั้น เพื่อให้ทันเวลาในการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับต่อไป  ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนักงานฯ จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ ซึ่งเป็นแผนระยะยาว ๑๕ ปี และเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษา และให้แผนนี้บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ รวมมีความชัดเจนในการนำสู่การปฏิบัติในระยะ ๕ ปีแรก สำนักงานฯ เห็นควรให้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ขึ้น เพื่อชี้นำทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ก่อนอื่นขอเรียนถามท่านเลขาธิการสภาการศึกษา  (ดร. กมล รอดคล้าย) ว่า  แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ กับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับก่อนหน้านี้มียุทธศาสตร์หรือมีแนวทางในการพัฒนาการศึกษาแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
   
เลขาธิการสภาการศึกษา :  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากำลังดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ และจะประกาศใช้ประมาณวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ นี้ ซึ่งความแตกต่างจากแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับเดิมคือแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ จะล้อกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้จะเป็นแผนระยะยาว ๑๕ ปี ทำให้เกิดความต่อเนื่อง สรุปโดยภาพรวมคือ ๑) แผนการศึกษาแห่งชาติเป็นแผนระยะยาว ๑๕ ปี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี   ๒) เป็นแผนที่ดูแลคนตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ๓) เป็นแผนที่สอดคล้องกับการพัฒนาท้องถิ่น และบริบทของพื้นทื่ เช่น คนที่อยู่ภาคเหนือมีจุดเน้นแบบหนึ่ง คนที่อยู่จังหวัดแถวชายทะเลมีจุดเน้นแบบหนึ่ง คนที่อยู่กลุ่มจังหวัดภาคกลางมีจุดเน้นแบบหนึ่ง คนที่อยู่กลุ่มจังหวัดที่ติดกับบชายแดนมีจุดเน้นแบบหนึ่ง เป็นต้น
   
ผู้ดำเนินรายการ : แผนการศึกษาแห่งชาติจะเน้นส่วนภูมิภาคมากขึ้นว่าภาคเหนือควรมีรูปแบบการศึกษาที่เน้นไปในทางไหน
   
เลขาธิการสภาการศึกษา : ใช่ครับ เรียกว่า  การศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับกลุ่มจังหวัดของสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอยู่ ๘ กลุ่มจังหวัด
   
ผู้ดำเนินรายการ : ภาพแรกที่เห็นคือ แผนการศึกษาแห่งชาติเป็นแผนระยะยาว ซึ่งปกติไม่ยาวขนาดนี้ใช่หรือไม่
   
เลขาธิการสภาการศึกษา : ใช่ครับ ปกติแผนการศึกษาแห่งชาติไม่เป็นแผนระยะยาวมากขนาดนี้ ปกติจะเป็นแผนประมาณ ๕ – ๗ ปี แล้วปรับเปลี่ยน แต่ครั้งนี้ถือว่า เป็นการดำเนินการจัดทำแผนระยะยาว เพราะการศึกษาต่างๆ กว่าจะผลิตคน คนหนึ่ง จะใช้เวลา ๑๒ – ๑๕ ปี ในขณะเดียวกันขอเสริมประเด็นอีกประเด็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า ทำไมต้องมีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ด้วย เพราะแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔ เป็นแผนระยะยาวเกินไป ทำให้บางครั้งไม่รู้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในช่วงนั้นๆ ดังนั้นจึงต้องทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ โดยนำช่วงระยะ ๕ ปีแรกมาทำก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ เช่น เรื่องธุรกิจอาหาร เทคโนโลยีดิจิตอล ฯลฯ การผลิตคนจะต้องผลิตให้ตรงกับความต้องการ  เมื่อเวลาผ่านไปอีก ๕ ปีข้างหน้าความต้องการอาจเปลี่ยนไป จึงต้องมีการปรับตัวตามแผน จึงทำให้เวลาปฏิบัติจริงต้องดึงแต่ละ ๕ ปีออกมาเพื่อลงรายละเอียดเป็นโครงการ
   
ผู้ดำเนินรายการ : สำหรับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) เน้นเรื่องใดเป็นพิเศษในช่วงระยะ ๕ ปีแรก
   
เลขาธิการสภาการศึกษา :  จะเน้นจุดเน้น ๔ เรื่อง ได้แก่ ๑) การวางระบบการจัดการศึกษา โดยหลักการจะปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก จะสร้างเด็กรุ่นใหม่อย่างไร การเรียนการสอนจะเป็นอย่างไร (หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน) ๒) การพัฒนาครู ปรับปรุงเรื่องครูให้มีคุณภาพ มาตรฐานยิ่งขึ้น
(การบริหารงานบุคคล ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา) ๓) การปรับระบบบริหารโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา (การบริหารและการจัดการการศึกษา) และ ๔) การปรับงบประมาณทางการศึกษา ที่ผ่านมามีการลงทุนจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับที่ได้ลงทุนไป (ระบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา) โดยเบื้องต้นจะเป็นการวางรากฐานและปรับระบบ ทำกฎหมาย เกณฑ์ แนวทางปฏิบัติ 
   
   ในช่วง ๕ ปีที่ ๒ จะเป็นการเติมเต็ม เช่น การมีโรงเรียนสำหรับเด็กอัจฉริยะ ๑๘ แห่ง ช่วงแรกอาจจะทำได้แค่ ๖ แห่ง รอบที่ ๒ จะต้องเติมให้ครบ เพื่อจะทำให้เห็นผลสัมฤทธิ์ และในช่วง ๕ ปีสุดท้ายจะเป็นช่วงปรับเปลี่ยน บางครั้งประเทศได้เปลี่ยนไป อาจเน้นเรื่องอื่น ดังนั้นการแบ่งเป็นช่วง ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงได้
   
 ผู้ดำเนินรายการ : ขอให้ท่านเลขาธิการสภาการศึกษาขยายความให้ฟังอีกครั้งในประเด็นจุดเน้น ๔ เรื่อง ขอเริ่มที่กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
   
เลขาธิการสภาการศึกษา : ประเด็นกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก จะวางคุณลักษณะของเนื่องจากท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ เขียนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และมาช่วยทำแผนการศึกษาแหงชาติ ถ้าพูดถึงคุณลักษณะของเด็กไทย เด็กไทยจะต้องเป็นคนดี มีวินัย เรียนรู้ตามศักยภาพ มีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ เป็นทุนมนุษย์เพื่อที่จะไปพัฒนาประเทศ และสามารถดำรงชีวิตในยุคของการเปลี่ยนแปลงในโลกศตวรรษที่ ๒๑ เมื่อมีการวางกรอบใหญ่ ๆ แล้ว จะบ่งบอกถึงสมรรถนะ เช่น ต้องรู้เรื่องวิชาการ เก่งภาษา รู้เทคโนโลยี วัฒนธรรมนานาชาติ เป็นพลเมืองที่ดี ฯลฯ และหลังจากนั้นจึงต้องมาวางเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน ความแตกต่างที่เกิดขึ้นคือ หลักสูตรในอนาคตจะเป็นหลักสูตรส่วนกลาง ที่เรียนเหมือนกันหมดประมาณ ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็นต์  อีก ๒๐ – ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท้องถิ่นจะเป็นคนคิดเอง แต่ไม่ใช่เป็นการคิดแบบกระจัดกระจาย เช่น เด็กทางภาคเหนือต้องรู้ภาษาจีน เด็ก ๓ จังหวัดภาคใต้ต้องรู้ภาษามาลายู เป็นต้น เรียกว่าเป็นการผลิตคนเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาท้องถิ่นเป็นหลักการเรื่องการเรียนการสอน
   
  ประเด็นการบริหารงานบุคคล ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันนี้คือ ครูสอนไม่ตรงสาขา ครูขาดและเกิดในบางจุด ต้องปรับระบบตั้งแต่การผลิตครู ต้องผลิตครูที่มีคุณภาพเข้ามาสู่ระบบ ขณะนี้มีกองทุนคุรุทายาท ครูประจำท้องถิ่น หมายถึง เรียนแล้วสามารถกลับไปทำงานในท้องถิ่น ครูจะต้องมีมาตรฐานคล้าย ๆ กับแพทย์ที่มีความสามารถสูง ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องกำหนดมาตรฐาน กฎเกณฑ์ และพัฒนา โดยเน้นให้เป็นคนเก่ง คนดี มีคุณภาพ  
   
   
  ประเด็นการบริหารและการจัดการการศึกษา ปัจจุบันโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดโดยที่ไม่มี Mapping กระจัดกระจายไป ทำให้เกิดโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง ทำอย่างไรให้เกิดการเรียนร่วมกัน จะต้องควบรวม จัดระบบผู้บริหารคนเดียวดูแลโรงเรียน ๓ โรงเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่าย การเปิดโรงเรียนเฉพาะทางสำหรับเด็กอัจฉริยะ เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส การเปิดวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เป็นต้น
   
  ประเด็นระบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา ที่ผ่านมารัฐบาลจะจ่ายงบประมาณด้านการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ในความเป็นจริงแล้วเด็กในระดับเล็ก ๆ จนถึง จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนเป็นหลัก ท้องถิ่น องค์กร ชุมชน ประชาสังคมจะช่วยอะไรได้บ้าง มีกองทุนช่วยเด็กยากจน กองทุนสำหรับการพัฒนาต่าง ๆ เป็นต้น
   
 ผู้ดำเนินรายการ : เรื่องงบประมาณ หลายคนอาจต้องการทราบว่างบประมาณด้านการศึกษาได้ตั้งไว้มากมายแค่ไหน มากขึ้น หรือลดลงถ้าเทียบกับอดีต เน้นที่ส่วนใดเป็นพิเศษ อย่างไร
   
เลขาธิการสภาการศึกษา : ผู้ที่ไปคำนวณเรื่องงบประมาณ คือ หน่วยงานที่ไปปฏิบัติ โดยหลักการไม่ควรใช้งบประมาณไปมากกว่านี้แล้ว แต่จำเป็นต้องมีการจัดระบบการใช้งบประมาณให้เหมาะสม เช่น งบประมาณ ๗๕ - ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินเดืนอครู ที่เหลือจะเป็นงบพัฒนาน้อยมาก กระบวนการคือจะต้องปรับลดจำนวนครู ต้องเกลี่ยครูให้เหมาะสมว่าควรจะอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร ประเด็นการใช้งบประมาณที่อาจจะไม่คุ้มค่า เช่น ทำอะไรที่เหมือนกันทั้งประเทศ ซึ่งบางพื้นที่ไม่จำเป็นต้องทำ เรื่อง การเรียนฟรี คนบางกลุ่มไม่ต้องการ อาจมีระบบ เช่น ถ้าเสียภาษีเกินเท่าไหร่ จะไม่ให้เรียนฟรี แต่ก็สามารถมีสิทธิในการลดภาษี ในฐานะที่ไปดูแลลูกเอง หมายความว่า เด็กยากจน เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส เด็กอัจฉริยะ เด็กที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คนที่อยู่ห่างไกล จะต้องเพิ่มงบประมาณให้ คนที่มีความพร้อม หรืออยู่ในที่ที่สมบูรณ์ จะต้องระดมการช่วยเหลือแทน ซึ่งเป็นระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพ
   
ผู้ดำเนินรายการ :  ปัจจุบันงบประมาณทางด้านการศึกษามีจำนวนเท่าไร และอนาคตตั้งไว้เท่าไร
   
เลขาธิการสภาการศึกษา :  เฉพาะการศึกษามีงบประมาณ ๕๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่เป็นเงินเดือนประมาณ ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๕ เปอร์เซ็นเป็นเงินเดือนครู ดั้งนั้น จะเหลือประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นำไปใช้ในการซ่อมแซมอาคารเรียน สร้างตึก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอบรม พัฒนาการเรียน การสอน ฯลฯ
   
ผู้ดำเนินรายการ : เลขาธิการสภาการศึกษากำลังเดินหน้าประชาพิจารณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ในส่วนภูมิภาค ขอเรียนถามท่านเลขาธิการสภาการศึกษาว่า การประชุมประชาพิจารณ์ในส่วนภูมิภาค จัดมาแล้วกี่ครั้ง เสียงสะท้อนเป็นอย่างไรบ้าง
   
เลขาธิการสภาการศึกษา : การลงพื้นที่ในส่วนภูมิภาค ดำเนินการแล้วภาคละ ๒ ครั้ง รวม ๘ ครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีรายละเอียดดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดขอนแก่น  ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ภาคกลาง จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดชลบุรี และภาคใต้ จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี การลงพื้นที่ครั้งแรกเป็นการสำรวจข้อมูลว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไรบ้าง มีข้อเสนอแนะอะไรบ้าง แล้วนำไปปรับแก้ไข ครั้งที่สอง ลงไปสอบถามพื้นที่ว่าชอบหรือไม่
   
  เมื่อวันที่ ๒๔ – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การปรับแก้ (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๔  ณ โรงแรม เอส.ดี. อเวนิว เขตบางพลัด กรุงเทพฯ สิ่งที่ได้มามีหลายประเด็น  ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในการวางคุณลักษณะเด็กไทย ประเด็นหลักสูตรในอนาคตจะเป็นหลักสูตรส่วนกลาง ที่เรียนเหมือนกันหมดประมาณ ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็นต์  อีก ๒๐ – ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท้องถิ่นจะเป็นคนกำหนดเอง เนื่องจากเป็นการผลิตกำลังคนเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาท้องถิ่น และนำไปสู่รายได้ของประเทศต่อไป
   
 

สำหรับประเด็นการบริหารงานบุคคล ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มีการเสนอให้ครูเป็นพนักงานราชการ ที่ประชุมกังวลว่าเหมาะสมหรือไม่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะรับฟังความคิดเห็น โดยเสนอว่าครูยังคงเป็นข้าราชการเหมือนเดิม ในส่วนผู้บริหารโรงเรียนคิดว่าจะมีการหมุนเวียนทุก ๔ ปีหรือไม่ แต่ที่ประชุมเห็นว่ายังคงใช้ระบบเดิมโดยจะมีการประเมินและพัฒนา

 

 

 

ประเด็นระบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คูปองทางการศึกษา ทุนต่างๆ ที่ประชุมเสนอว่าควรกำหนดให้ชัดเจน โดยจะปรึกษากับกระทรวงการคลังว่า เรื่องใดที่จำเป็นควรออกเป็นกฎหมาย หรือตั้งกองทุน เพราะจะเป็นประโยชน์มาก

 

 

 

 ประเด็นการบริหารและการจัดการการศึกษา เสนอโรงเรียนนิติบุคคลเพื่อให้โรงเรียนออกนอกระบบ สังคมส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าควรเป็นรูปแบบเดิมคือเป็นโรงเรียนรัฐบาล หรือเอกชน แต่ก็จะมีโรงเรียนที่ออกนอกระบบเป็นโรงเรียนนิติบุคคล โดยจะเป็นโรงเรียนพิเศษ เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนกีฬา โรงเรียนดนตรี โรงเรียนศิลปะ เป็นต้น

 

 

ผู้ดำเนินรายการ :

 ถ้าผู้รับฟังรายการสนใจที่จะมีส่วนร่วมต่อแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ จะมีช่องทางใด อย่างไรบ้าง

 

 

เลขาธิการสภาการศึกษา :

 ทุกท่านที่สนใจสามารถเข้ามามีส่วนร่วมต่อแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒   ซึ่งท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ มาที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ๙๙/๒๐ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต แขวงดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๖๖๘ ๗๑๒๓ หรือ www.onec.go.th

...........................................................................................................................

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด