สกศ. จัด OEC Forum ครั้งที่ ๖ ถกเด็กไทยเก่งอังกฤษได้ไม่ใช่เรื่องยาก
วันนี้ (๒๑ เมษายน ๒๕๕๙) ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการเสวนา OEC Forum ครั้งที่ ๖ เรื่อง “เด็กไทยเก่งอังกฤษได้ : ไม่ใช่เรื่องยาก” นำเสนอโดย นางนวพร สุขมะโน ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดเสาธงเก่าจ.พระนครศรีอยุธยา อภิปรายนำ โดย รศ.อรุณี วิริยะจิตรา กรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นางเนตรปรียา ชุมไชโย (ครูเคท) ครูผู้ปฏิวัติการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีธรรมชาติ ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น ๓ อาคาร ๕๖ ปี สกศ.
ดร.กมล รอดคล้าย กล่าวว่า การเสวนาในครั้งนี้เป็นการเสวนาเชิงวิชาการเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งได้มาแล้ว ๕ ครั้ง หัวข้อการเสวนาจะแตกต่างไปตามประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ในครั้งนี้ เป็นเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถในด้านการแข่งขันด้านภาษาอังกฤษของเด็กไทย ซึ่งนโยบายของ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอน มีการวางแผน ยุทธศาสตร์ ผลิตสื่อการเรียนการสอนต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านภาษาให้กับเด็กไทย ช่วยให้เด็กไทยสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีมาตรฐาน ยกระดับสมรรถนะคนไทยให้เพิ่มสูงขึ้น เป็นพลเมืองของโลก
วันนี้ สกศ. ได้นำ Best Practice การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีค่าเฉลี่ยในสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ต่ำกว่าระดับประเทศ จากการสอบโอเน็ต เมื่อปี ๒๕๕๕ ปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยเฉลี่ยที่สูงกว่าระดับประเทศนั้น มีวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังได้เชิญนางเนตรปรียา ชุมไชโย หรือครูเคท และ รศ.อรุณี วิริยะจิตรา มาร่วมอภิปรายขยายผลว่าทำอย่างไรจะให้ภาษาอังกฤษของคนไทยดีขึ้น จากการเสวนาในครั้งนี้ สกศ. จะนำไปเป็นข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการคัดเลือกต้นแบบโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในแต่ละจังหวัด เพื่อให้มาเป็นพี่เลี้ยงในแต่ละพื้นที่ด้วย
![]() |
|
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
ด้านนางนวพร สุขมะโน ครูชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า โรงเรียนวัดเสาธงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน ๘ ห้องเรียน มีผู้บริหารและครูรวม ๕ คน มีนักเรียนประมาณ ๑๐๐ คน จากค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ต ในสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศในปี ๒๕๕๕ ทางโรงเรียนจึงคิดว่า ทำอย่างไรที่จะให้เด็กสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ กล้าพูด กล้าแสดงออก จึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ โดยใช้รูปแบบ การพัฒนาทักษะการสื่อสารตามแนวทางบันได ๓ ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ ๑ กระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ ด้วยการฝึกทักษะการฟัง การพูด เพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก โดยใช้สิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวันมาฝึก เช่น การเปิดเพลงภาษาอังกฤษ จัดกลุ่มเล่านิทานภาษาอังกฤษ พี่ช่วยสอนน้อง เป็นต้น ขั้นที่ ๒ เป็นการฝึกฝนและครอบครองทักษะ การฝึกออกเสียงจากสื่อวีดีทัศน์ การฝึกให้เด็กช่วยทำบัตรคำภาษาอังกฤษ ใช้ภาษาอังกฤษในการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และขั้นที่ ๓ กิจกรรมที่มุ่งให้เกิดความสามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น การไปฝึกในสถานที่จริง สถานีรถไฟ สนามบิน สุวรรณภูมิ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า คุยกับชาวต่างชาติ โดยใช้มาตรฐานและตัวชี้วัดของโอเน็ต ส่งผลให้มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จากปี ๒๕๕๕ มีค่าเฉลี่ย ๓๑.๒๕ ปี ๒๕๕๖ มีค่าเฉลี่ย ๔๗.๒๕ ปี ๒๕๕๗ มีค่าเฉลี่ย ๖๖.๖๗ และล่าสุดปี ๒๕๕๘ มีค่าเฉลี่ย ๗๓.๓๓
![]() |
|
![]() |
![]() |
ด้าน รศ.อรุณี วิริยะจิตรา กล่าวว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนครูกับนักเรียนที่มีสัดส่วนพอดี เป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งครูนวพรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษแต่ครูมีความตั้งใจและเห็นความสำคัญ ต้องการที่จะทำให้ผลคะแนนโอเน็ตของตนเองดีขึ้น แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียนที่มีส่วนผลักดัน เพราะผู้บริหารต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างวิสัยทัศน์ร่วม มีเป้าหมายร่วม มีเจตคติที่ดี มีการวางแผนการดำเนินงาน สร้างแรงจูงใจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อำนวยต่อการจัดการเรียนการสอน สำหรับครูการใช้วิธี Learning by doing นับเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะได้ลงมือปฏิบัติจริง เด็กได้ใช้ภาษาจริง เด็กมีการซึมซับโดยเริ่มจากการฟัง ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนของตนและเรียนรู้ด้วยตนเอง ครอบครัวชุมชนเห็นความสำคัญ ทำให้เด็กมีแรงจูงใจ และเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ
![]() |
|
![]() |
![]() |
ด้าน นางเนตรปรียา ชุมไชโย (ครูเคท) กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ การคิดนอกกรอบ เพราะครูส่วนใหญ่จะทำงานภายใต้กรอบ คือ สอนให้เด็กสอบผ่าน แต่กรณีของโรงเรียนวัดเสาธงเก่าจะเน้นที่การสร้างทักษะให้กับนักเรียน ประการที่สอง คือ การทำด้วยความต้องการที่อยากจะทำไม่ใช่เพราะหน้าที่ และประการที่สาม คือ มีใจหลงใหลในสิ่งที่ทำ มีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง การเรียนรู้แบบ Learning Type มี ๕ ประเภท ได้แก่ Kinesthetic Type คือ การเรียนรู้โดยใช้การฝึกปฏิบัติ ได้ทดลองทำ ได้สัมผัสจริง Encoding Type คือ การเรียนรู้ผ่านการคิดและทำความเข้าใจด้วยตนเอง Decoding Type คือ มีระบบประสาทสัมผัสทางเสียงที่ดี การเรียนรู้และการพัฒนาผ่านทางการได้ยิน จะช่วยให้สามารถเข้าใจและจดจำได้ง่าย Visual Type คือ มีระบบประสาทตาที่ดี การเรียนรู้ผ่านการอ่านหรือดูรูปภาพ และ Motive Type คือ เน้นการสร้างแรงจูงใจในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ตัวอย่างการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะ เช่น สร้างสถานการณ์ที่เป็นจริงมากที่สุด Curator ประจำจุดบริการนักท่องเที่ยว การช่วยแม่ค้าหรือการขายของที่ระลึก เป็นต้น












