สกศ. ระดมความเห็นแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ (ภาคเหนือ)

image

          ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ เลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.กมล รอดคล้าย) ประธานการประชุมสัมมนาระดมความคิด เรื่อง การเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาชาติให้สอดคล้องการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ ๑  ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่

 
   
   
 

 

          ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ภารกิจของสภาการศึกษาในอนาคตจะเป็นหน่วยงานด้านนโยบายและแผนการศึกษาบนพื้นฐานของทฤษฎีและงานวิจัย เป็นศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาของประเทศ  ศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศ สร้างเครือข่ายการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ รวมทั้งพัฒนาองค์กรภายในเพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพ  ส่วนทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในอนาคต ต้องจัดให้มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติใหม่โดยมีสาระสำคัญ เช่น จุดมุ่งหมายการจัดการศึกษาของชาติ ความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละระดับ  การบริหารจัดการด้านการศึกษา ระหว่าง รัฐบาล ท้องถิ่น และภาคเอกชน ระบบและกระบวนการผลิต การใช้ และการพัฒนาครู ผู้บริหารสถานศึกษา การบริหารจัดการและงบประมาณการศึกษา การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและข้อมูลทางการศึกษา
 
         “นอกจากจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติแล้ว สภาการศึกษาต้องจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติระยะเวลา ๑๕ ปี ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล แผนพัฒนาการศึกษาฉบับที่ ๑๒ ระยะ ๕ ปี ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จัดทำพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ หรือ Super board  ดังนั้นจึงให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเครือข่ายให้ความคิดเห็น ชี้ทิศทาง และเสนอสาระสำคัญกฎหมายการศึกษาเพื่อเป็นคานงัดของระบบการศึกษา” เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าว

          ด้าน นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การจัดทำกฎหมายการศึกษาควรสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้สอดรับกับการผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

          ดร.วิชัย ตันติกุลานันท์ ประธานอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมายการศึกษา กล่าวว่า กฎหมายการศึกษาควรเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายการศึกษาอย่างจริงจัง มีการประเมินผลการบังคับใช้เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงกฎหมายการศึกษาให้ทันสมัยตลอดเวลา ให้ควรให้กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาชาติ

          นายณรงค์ คองประเสริฐ  อดีตประธานสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญของประเทศไทยคือการเตรียมความพร้อมของบุคลากรด้านการศึกษาที่ขาดประสิทธิภาพ ครูยังมีภาระหนี้สินมาก จึงต้องทบทวนการผลิตบุคลากรให้มีความสามารถทางการแข่งขันและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ควรนำ “หลักคุณธรรม” เข้ามาบรรจุในหลักสูตรการศึกษา เช่น รู้รักสามัคคี ซื่อสัตย์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง สร้างนวัตกรรม แก้ปัญหาได้อย่างไม่ย่อท้อและสามารถทำงานเป็นทีมได้ มีความสามารถทางด้านภาษาและเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรเข้าสู่ตลาดเศรษฐกิจโลกที่ไร้พรมแดน

          ผศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทางการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เสนอแรวคิดว่า นโยบายการศึกษาต้องเป็นกลไกของการพัฒนาประเทศ  แนวคิดหลักการจัดการศึกษาต้องเชื่อมโยงกับการศึกษาในสังคมโลก การศึกษาต้องปฏิบัติได้จริงสอดคล้องกับชีวิต มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยใช้การวิจัยเป็นพื้นฐานสำคัญ มีกระบวนการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นการศึกษาตลอดช่วงชีวิต และการจัดการศึกษาต้องมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และทุกภาคส่วน โดยภาครัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุน มีกฎหมายการศึกษาที่สนับสนุนการกระจายอำนาจที่มีสภาพบังคับใช้ได้จริง

          ดร.พิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การร่างกฎหมายการศึกษาควรร่างให้เป็นกติกาเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมิใช่เป็นกรอบบังคับ แต่เป็นการให้อิสระโดยการกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง ที่แต่ละโรงเรียนสามารถปฏิบัติแตกต่างกันได้ตามแต่ละบริบทของสถานศึกษาแต่ต้องมีระบบการตรวจสอบกำกับดูแลตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลเพื่อให้สถานศึกษามีคุณภาพมาตรฐานเช่นเดียวกัน ปัญหาการศึกษามิได้เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายแต่เกิดจากบุคคลผู้นำกฎหมายไปปฏิบัติเป็นสำคัญ
 
          นายไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอความเห็นว่า การร่างกฎหมายการศึกษาควรเป็นไปเพื่อการพัฒนามิใช่เพื่อการควบคุม ต้องเป็นกฎหมายที่สามารถส่งเสริมสนับสนุน สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของขององค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ๒) การเปลี่ยนแปลงมิติมุมมองด้านการศึกษาที่จะสร้างคนไทยในอนาคต ๓) การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของการจัดการศึกษาว่าจะดำเนินการเพื่อสวัสดิการของประชาชนหรือเป็นการศึกษาเพื่อการลงทุน ฉะนั้น การร่างกฎหมายควรมีการนำปัญหาและความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน มีการสร้างเครือข่ายทำงานในระดับพื้นที่ นำระบบการประเมินจุดอ่อนของนโยบายเพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหา มีระบบวิจัยเชิงสถาบันให้กฎหมายสามารถปรับเปลี่ยนด้วยตัวเอง เพื่อสามารถพัฒนาการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสถานการณ์ พัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพ สามารถคิด วิเคราะห์และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ มีตัวชี้วัดที่คำนึงถึงการนำความรู้ไปใช้ได้จริงมิใช่ใช้ระบบ “แพ้คัดออก” เป็นเกณฑ์เช่นในระบบเดิม

          นายโกวิท คูพะเนียด สำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ข้อเสนอว่า การปรับปรุงร่างกฎหมายการศึกษาให้มีประสิทธิภาพควรเริ่มพิจารณาจากเจตนารมณ์ของการศึกษา ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยกำหนดจุดเน้น ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) การปฏิรูปการเรียนรู้  ๒) การพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ๓) ระบบประกันคุณภาพการศึกษา ๔) การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นกลไกช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมด้านการศึกษา และ ๕) ด้านการกระจายอำนาจทางการศึกษา ที่ต้องการความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและการปรับบทบาทภาครัฐมาเป็นผู้สนับสนุนการศึกษาเป็นสำคัญ

image

ภารกิจ ผู้บริหาร ดูทั้งหมด

image

ข่าว สกศ. ดูทั้งหมด