“นครพนมโมเดล” ต้นแบบความร่วมมือของภาคประชาชน อปท. และทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา
วันที่ 31 สิงหาคม - 1 กันยายน 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษา วิเคราะห์ และถอดบทเรียน โมเดลการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องบริบทของพื้นที่จังหวัดนครพนม ณ องค์กรบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก และมหาวิทยาลัยนครพนม โดยมี นางโชติกา วรรณบุรี ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นประธาน ผู้ร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่จัดการศึกษา สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน เด็กและเยาวชน

จังหวัดนครพนมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย Thailand Zero Dropout โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีคณะทำงานระดับอำเภอ และระดับตำบล กำหนดเป้าหมาย แนวทาง และดำเนินงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาชน ซึ่งจังหวัดนครพนมมีภาคประชาชนที่เข้มแข็งและเป็นแกนนำของคนเคลื่อนเมืองนครพนมในการเชื่อมโยงและส่งเสริมภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา โดยมีมาตรการดำเนินงาน 4 มาตรการ ได้แก่ 1) การค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 2) การช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลทุกมิติ 3) การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และ 4) การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะการทำงานและมีรายได้


ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการพบว่า ทุกหน่วยงานดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าว จนสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาและช่วยเหลือให้ได้รับการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้เป็นที่น่าพอใจ อาทิ สพป.นครพนม เขต 1 จัดการศึกษาโดยครอบครัว 3 แห่ง และจัดการศึกษารูปแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบในโรงเรียนขยายโอกาส เช่น “น้ำใจโมเดล” ของโรงเรียนธารน้ำใจ, สพป.นครพนม เขต 2 นำเสนอ DTSF Model มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 1 โรงเรียน ๓ รูปแบบ จำนวน 80 แห่ง, สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดนครพนม ร่วมกับศูนย์การเรียน CYF และเซนต์ยอห์นบอสโก อุปถัมภ์ จัดการศึกษาและฝึกอบรมแก่เด็กและเยาวชนในสถานพินิจฯ สามารถส่งเด็กกลับสู่ชุมชน มีอาชีพ และลดการกระทำผิดซ้ำได้, มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout โดยฝึกอบรมอาชีพแก่เด็กและเยาวชนให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงาน และจัดทำธนาคารหน่วยกิตร่วมกับ สพม. จังหวัดนครพนม โดยจัดทำรายวิชาทักษะอาชีพและรายวิชาพื้นฐานสำหรับการเทียบโอนและสะสมหน่วยกิต, มูลนิธิ CYF จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นแก่เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบซึ่งค้นพบตัวแล้วแต่ไม่ต้องการเรียนในระบบโรงเรียน โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น ใบงาน Workbook การเรียนรู้ออนไลน์ Mobile School การทำโครงงาน การเรียนรู้ในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นต้น

ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ อาทิ การพัฒนาครูให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น การพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิตให้สามารถเทียบโอนและสะสมหน่วยกิตข้ามสถาบันและข้ามพื้นที่ได้โดยไม่ผูกติดกับสถาบันใดสถาบันหนึ่ง การสนับสุนงบประมาณในการจัดการศึกษา ดูแล และฟื้นฟูเด็กกลุ่มเปราะบางซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ การสนับสนุนเงินอุดหนุนรายหัวให้แก่ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตามบริบทพื้นที่ได้อย่างแท้จริงมากกว่าในปัจจุบันซึ่งยังมีขอจำกัดด้านระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สมร. จะนำข้อค้นพบและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอกลไกการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นต่อไป

