สกศ. ว่าที่สมาชิกใหม่ OECD ผนึกกำลังพันธมิตรสากล ยกระดับคุณภาพการศึกษา พลิกโฉมคุณภาพชีวิตสู่มาตรฐานสากล
วันที่ 17 กันยายน 2569 ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศไทย ตามกรอบการประเมินผลเชิงลึก (Technical Reviews) เพื่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยมีวิทยากรคุณเซเวอรีน ลิโอนาร์ดี้ รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นางสาลินี ผลประไพ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และนายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สกศ. มีผู้เข้าร่วมประชุม 100 คน ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ (ประตูน้ำ)

ดร.รุ่งนภา กล่าวเปิดตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสำคัญในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการโดยสกศ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อมูลเพื่อตอบข้อคำถามเชิงนโยบายด้านการศึกษาทั้ง 5 หมวด ได้แก่ ระบบการศึกษา การศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย การศึกษาในโรงเรียน การศึกษาระดับอุดมศึกษา และทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสร็จเรียบร้อย ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะนำมาเผยแพร่และสร้างความเข้าใจร่วมกัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

คุณ เซเวอรีน กล่าวว่า ความสำคัญของการประเมินผล PISA ในกลุ่มเด็กอายุ 15 ปี ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ซึ่งผลการประเมินเชิงลึกในปี 2030 สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของระบบการศึกษาไทยอย่างแท้จริง โดยจะครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่เรื่องธรรมาภิบาล งบประมาณ ความเท่าเทียม ความรับผิดชอบ ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบเชิงลึก ทั้งนี้ปัญหาหลักที่ต้องเผชิญคือการขาดแคลนข้อมูลของกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษาและช่วงคาบเกี่ยวในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงาน ยูนิเซฟจึงเข้ามาสนับสนุนข้อมูลภาคครัวเรือนเพื่ออุดรอยรั่วนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสตรี เด็กปฐมวัย และทักษะพื้นฐานที่จำเป็น การดำเนินงานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ที่มุ่งหวังให้เด็กไทยทุกคนได้รับการเรียนรู้ที่ดีขึ้น เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างโอกาสให้เด็กเริ่มต้นชีวิต และมีเส้นทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงภาคเอกชน ท้ายที่สุดยูนิเซฟพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างกระทรวงศึกษาธิการและประเทศไทยในระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จเป็นจริง

นายวีระพงษ์ นำเสนอเรื่องการประเมินผลเชิงลึกด้านการศึกษา เพื่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ว่า ประเทศไทยกำลังประเมินผลเชิงลึกด้านการศึกษาเพื่อเตรียมเข้าเป็นสมาชิกองค์กร OECD มุ่งเน้น 11 มิติหลักรวม 305 ประเด็น หัวข้อการประเมินครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างธรรมาภิบาล งบประมาณ คุณภาพบุคลากร ความเสมอภาค ไปจนถึงทักษะที่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน จุดแข็งของไทยคือมีกรอบนโยบายรองรับทุกระดับ มีกฎระเบียบจำนวนมาก และมีการขับเคลื่อนงานปฏิรูปอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญจากการมีกฎระเบียบที่มากเกินไป แต่ขาดแคลนการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ สำหรับความท้าทายวิกฤตคือเกิดช่องว่างระหว่างนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปจำนวนมากแต่กลับสร้างผลลัพธ์ได้น้อย ข้อค้นพบชี้ว่าระบบไม่ได้ขาดแคลนหน่วยงาน แต่เจอปัญหาการทำงานแยกส่วนจากหลายเจ้าภาพ ซึ่งต้องเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สำหรับทิศทางต่อไปต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสร้างโอกาสในการเข้าถึง (Access) ไปสู่การยกระดับคุณภาพ (Quality) และผลลัพธ์ (Outcomes) เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับสมรรถนะของกลุ่มผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างเป็นมาตรฐานร่วมกันในระดับสากล ระดับอุดมศึกษาต้องปรับบทบาทจากการบริหารสถาบันแบบเดิมให้เน้นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลิตกำลังคน วิจัย และนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเทศ การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติกับประเทศสมาชิก OECD จะช่วยอุดรอยรั่วและนำไปสู่ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยในระยะต่อไป

นางสาลินี บรรยายเรื่องความก้าวหน้าในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ประจำปี 2569 ว่า ประเทศไทยมุ่งยกระดับสู่การเป็นประเทศที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนผ่านการสมัครเข้าเป็นสมาชิก คณะกรรมการด้านการศึกษาขององค์กร OECD ช่วยผลักดันให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1.6 อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการศึกษาไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความแข็งแกร่งในมิติทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์บนเวทีโลก การเข้าเป็นสมาชิกในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยมีสิทธิ์และมีน้ำหนักในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายสากล สามารถแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกับนานาประเทศได้ สำหรับกระทรวงการต่างประเทศพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงข้อมูล สนับสนุนทางการเมืองและประสานความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกับประเทศพี่เลี้ยง อาทิ ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร โปแลนด์ และกลุ่มประเทศนอร์ดิก ตามแนวทางโรดแมปประเทศไทยจะต้องเดินหน้าพัฒนามาตรฐานและจัดทำข้อตกลงร่วมกันใน 3 ด้าน ได้แก่ การยกระดับคุณภาพการศึกษา การสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม และการพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง


ที่ประชุมร่วมเสวนา เรื่อง ทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศไทยตามกรอบการประเมินผลเชิงลึก (Technical Reviews) เพื่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD วิทยากรร่วมเสวนา นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (RLG - รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ดร. รังสรรค์ มณีเล็ก อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองศาสตราจารย์ ดร. พร้อมพิไล บัวสุวรรณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. นพดล ปิยะตระภูมิ อดีตผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และ ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท โอซีบี 1992 จำกัด ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ ที่ประชุมเน้นการเรียนรู้สู่คุณภาพและผลลัพธ์ที่ควบคู่การสร้างมาตรฐานร่วมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอุดรอยรั่วข้อมูลเด็กนอกระบบด้วยเทคโนโลยีที่ควบคู่การเชื่อมโยงระบบอุดมศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ส่วนเด็กปฐมวัยมุ่งเน้นการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งผ่านการยกระดับภาคการศึกษา เด็กปฐมวัยคือช่วงเวลาที่ศักยภาพมนุษย์ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยมีแรงผลักดันสำคัญมาจากพลังความรู้ปฐมวัยและพลังเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม



