สกศ. ระดมสมองกูรูระดับประเทศ รื้อกรอบประเมินนโยบายการศึกษาไทย ชู 4 เสาหลักรับมือยุค AI – แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณา (ร่าง) กรอบประเมินนโยบายการศึกษาของประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นายชวลิต โพธิ์นคร นายพิภพ พิทักษ์ศิลป์ รองศาสตราจารย์พร้อมพิไล บัวสุวรรณ นายรังสรรค์ มณีเล็ก นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกันหารือพิจารณากรอบแนวคิดในการประเมินนโยบายการศึกษาของประเทศไทยในประเด็น กรอบระยะเวลาในการเลือกประเด็นนโยบายที่จะมาประเมินผล ประเด็นนโยบายที่จะเลือกมาประเมินผล และเครื่องมือและแนวทางในการประเมินผลนโยบาย วิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการประเมินนโยบายการศึกษาเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การประชุมรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวน์ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สกศ.

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการที่ต้องวางกรอบการประเมินบน 4 เสาหลักสำคัญ หัวใจของการประเมินยุคใหม่เพื่อให้เห็นภาพรวมการศึกษาไทยในทุกมิติ ประกอบด้วย 1) คุณภาพและสมรรถนะผู้เรียน ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ตัวเด็ก ไม่ใช่แค่คะแนนสอบ 2) โอกาสและความเสมอภาค แยกแยะระหว่างการได้เข้าเรียนกับคุณภาพที่ได้รับ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน 3) สวัสดิการและวิชาชีพครู มองว่า “ครู” คือต้นทางของความสำเร็จ ต้องประเมินตั้งแต่ระบบการผลิตจนถึงประสิทธิภาพการสอน 4) การบริหารจัดการและการกระจายอำนาจ ทลายโครงสร้างการทำงานแบบ “ไซโล” เพื่อให้เกิดการบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรร่วมกัน ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวางคือบทบาทของ AI โดย นายชวลิต และรองศาสตราจารย์พร้อมพิไล ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่า ความสุขของผู้เรียนและครูจะดีขึ้นตามไปด้วย การกำหนดกรอบการประเมินใหม่โดยต้องโฟกัสที่ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ และการนำ AI มาเป็นตัวช่วยเสริมโดยไม่ทิ้งหัวใจความเป็นมนุษย์

สำหรับบทเรียนจากอดีตสู่การแก้โครงสร้างในอนาคต ผู้ทรงคุณวุฒิ นายสมหมาย และนายรังสรรค์ ได้เน้นย้ำถึงความต่อเนื่องของการประเมิน โดยต้องย้อนไปดูบทเรียนตั้งแต่กฎหมายการศึกษาปี พ.ศ. 2542 เพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาด และต้องกล้าที่จะประเมินนโยบายในเชิงโครงสร้าง เช่น กระบวนการสรรหาผู้บริหารที่มีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงการประเมินพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาว่าส่งผลต่อคุณภาพจริงหรือไม่ การประเมินต้องใช้ได้จริง ผู้แทนสภาพัฒน์ และยูนิเซฟ เสนอให้มีการประเมินที่เป็นไปเพื่อการพัฒนา โดยใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพมาสะท้อนภาพจริงมากกว่าแค่รายงานตัวเลขส่งกระทรวง ด้านผู้แทนสำนักงบประมาณเน้นย้ำเรื่องความเชื่อมโยงของข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้นโยบายตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาพรวมของประเทศ

ส่วนก้าวต่อไปของการศึกษาไทย ที่ประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องยกเครื่องการประเมินนโยบายการศึกษา จากเดิมที่เน้นเพียงความสำเร็จตามแผนงาน ไปสู่การประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เรียนและสังคม โดยมองข้ามช็อตไปถึงการแข่งขันในระดับสากล และความยั่งยืนตามเป้าหมาย SDG ตามกรอบการประเมินนโยบายจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นจุดแข็งที่ควรไปต่อ และจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน

