สกศ. จัดเสวนาระดมสมองรัฐ-เอกชน ปฏิรูปงบศึกษาพื้นฐาน มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและหนุนงบตรงจุดสู่ผู้เรียน ชูสูตรใหม่ส่งตรงถึงตัวเด็กผ่านบัตร 13 หลัก
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเสวนา เรื่อง แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษา กรณีการจัดสรรงบประมาณตามผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ พร้อมด้วย น.ส.กิ่งกาญจน์ เมฆา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สกศ. และ ดร.ปัทมา เอี่ยมละออง นำเสนอแนวทาง ณ ห้องประชุมคริสตัล โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

นางอำภา กล่าวว่า สกศ. จัดเสวนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณการศึกษา โดยมุ่งทลายข้อจำกัดเดิมในการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว 5 รายการ เผชิญหน้ากับความท้าทายทางสังคมและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแนวทางใหม่เน้นลดความเหลื่อมล้ำด้วยการเพิ่มงบประมาณให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนที่มีผลงานดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาระบบกำกับติดตามผ่านตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพผู้เรียนรอบด้าน โดยใช้วิธีบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาคีเพื่อไม่สร้างภาระในการจัดเก็บข้อมูลให้แก่สถานศึกษา ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและวางแผนจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุดต่อไป

น.ส. กิ่งกาญจน์ กล่าวว่า สกศ. ได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พบว่า การจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัด โดยช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้เพียงบางส่วนและยังไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์เชิงคุณภาพเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ จึงได้ร่วมกันกับผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดเชิงลึก นำมาประกอบการวิเคราะห์เพื่อลดช่องว่างการลงทุนทางการศึกษา พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางการจัดสรรงบประมาณตามผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ (Performance-based) อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ในภาพรวมอย่างแท้จริง

ดร.ปัทมา กล่าวว่า ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนมีสัดส่วนเกิน 50% ของประเทศ กำลังวิกฤตหนักจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอ สกศ. จึงดำเนินโครงการปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ 3 แนวทางคือ การร่วมมือกับเอกชน การปรับปรุงระบบจัดสรรทรัพยากร และการลดความซ้ำซ้อนในการกำกับติดตาม โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การแยกงบส่วนบุคคลผ่านเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อยืดหยุ่นในการเลือกซื้อสื่อดิจิทัล เช่น E-book หรือแท็บเล็ต ส่วนสถานศึกษาจะยังได้งบพื้นฐาน แต่เพิ่มการ Top-up ตามบริบทพื้นที่ และงบพิเศษตามผลงาน (Performance-based) ภาคสมัครใจ ในรูปแบบงบก้อน พร้อมแก้ปัญหาครูที่กรอกข้อมูลซ้ำซ้อนในอดีต โดยถอดบทเรียนจากโครงการโรงเรียนดีมีมาตรฐาน และนำฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่มาใช้ประเมินร่วมกับหน่วยงานภาคี เพื่อมุ่งวัดคุณภาพผู้เรียนหลากหลายมิติโดยไม่สร้างภาระเพิ่มให้แก่โรงเรียน


ภาคเช้าเวทีเสวนา การจัดสรรงบประมาณที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ โอกาสและความเป็นไปได้ในบริบทประเทศไทย โดย ดร.ภัทรพร เล้าวงค์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าโจทย์ใหญ่คือเรายังมีงบการศึกษาท้องถิ่นนับหมื่นล้านที่เก็บข้อมูลได้ไม่ครบ และระบบประเมินผลเดิมบอกได้แค่ว่าได้ทำโครงการอะไร แต่ยังตอบไม่ได้ว่าเด็กได้ผลลัพธ์อย่างไร และสิ่งที่ต้องเร่งทำควบคู่กันคือ การปรับกลไกใหม่โดยอาจไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่เน้นบริหารจัดการและตัดลดทรัพยากรที่ไม่จำเป็น เพื่อดึงสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด พร้อมเปิดพื้นที่ทดลองนำร่องโมเดลบริหารจัดการใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนงบประมาณให้กลายเป็นคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ดร.ชนาธิป ทุ้ยแป สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยไม่ใช่ไม่มีงบประมาณ ตอนเขียนแผนไปโฟกัสที่เด็ก แต่ตอนติดตามผลกลับโฟกัสที่การเบิกจ่ายเงินรายไตรมาส สุดท้ายผลสอบ O-NET หรือ PISA ออกมาไม่ดี เราไปแก้ปัญหาแบบปลายเหตุและโยนความรับผิดชอบกันไปมา ดังนั้น จึงมุ่งปรับกลไกใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ แต่เน้นระบบประเมินรายปีให้เชื่อมโยงตรงสู่ผู้เรียน ถอดบทเรียนจากโมเดล PISA ที่โยงทุกแผนงานเข้าหาความฉลาดรู้ของเด็ก เพื่อเปลี่ยนงบประมาณทุกบาทให้กลายเป็นคุณภาพที่จับต้องได้ในทุกมิติ โดยไม่สร้างภาระงานเอกสารเพิ่มให้กับครูหน้างาน ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี กล่าวว่า ภาคเอกชนพร้อมหนุนงบและแชร์ฐานข้อมูลเชิงลึกของ 7,000 โรงเรียนให้ภาครัฐนำไปใช้แก้ปัญหาได้ทันที โดยไม่ต้องรอรอบประเมิน 5 ปี แต่ภาครัฐต้องกล้าเปลี่ยนกระบวนการ พัฒนาครูผู้สอน และมีทีมงานกลางมารองรับในการขับเคลื่อน เพื่อติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องก่อนที่ผลสอบ PISA รอบใหม่จะสายเกินไป ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก กล่าวว่า การมุ่งเป้าไปที่ผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่มองลึกไปถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่เชิงโครงสร้างแต่เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายตอบโจทย์ความเป็นจริงในการทำงานยุคใหม่ เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนและหน่วยงานนโยบายระดับชาติมีการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญ นำข้อมูลและมุมมองจากหลายภาคส่วนมาร้อยเรียงกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน สภาพัฒน์ฯ เพื่อนำมาคัดกรองและเรียงลำดับว่าเรื่องไหนจำเป็นต้องทำก่อน-หลัง เพื่อไม่ให้หลงทิศทาง และปลดล็อกด้วยฐานข้อมูล มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูล เช่น ระบบ Credit Bank ฐานข้อมูลสมรรถนะเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง ช่วยลดภาระการบริหารจัดการของโรงเรียน/สถานศึกษา ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ในปัจจุบัน ให้ทำงานได้คล่องตัวและไร้รอยต่อมากขึ้น

ภาคบ่ายเวทีเสวนา ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา ตัวชี้วัดและการประเมินผล โดย นาวาตรีหญิง ดร.กิตติยา เอ็ฟฟานส สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) นายปวรินทร์ พันธุ์ติเวช สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา นายภาณุพงศ์ พนมวัน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สรุปภาพรวม ดังนี้
คุณภาพการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง เด็กรวยและโรงเรียนใหญ่จะได้เปรียบในทุกมิติ ในขณะที่เด็กยากจนพิเศษมีคะแนนต่ำกว่ามากและหลุดหายไปจากระบบเกือบ 20% ในช่วงรอยต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวชี้วัดเดิมที่เน้นใช้ค่าเฉลี่ย ปิดบังภาพความจริงที่โรงเรียนชูเฉพาะเด็กเรียนเก่งแต่ละเลยเด็กสอบตก การประเมินในอนาคตจึงต้องปรับเปลี่ยนโดยเริ่มจากการสร้างความศรัทธาให้แก่ครู การปฏิรูประบบประกันคุณภาพเน้นพัฒนาปรับเปลี่ยนมโนทัศน์จากการตรวจจับผิดเพื่อตัดสิน มาเป็นการให้คำแนะนำเพื่อพัฒนา พร้อมนำเกณฑ์สากลอย่าง PISA ที่เน้นวัดสมรรถนะการใช้ชีวิตจริงมายกระดับผู้เรียน โดยมุ่งแก้ไขแบบองค์รวมทั้งเรื่อง เงิน คน และการบริหารจัดการ มีการจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นจริงของโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพ ต้องมีผู้อำนวยการที่ดี คุณครูที่เก่งมีคุณภาพ และมีพลังการมีส่วนร่วม ดึงทุกภาคส่วนทั้งเอกชนและชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยและมีความสุข

