อนุฯ บูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย คุ้มเข้ม “งดหน้าจอก่อน 2 ขวบ” มุ่งสร้างทุนมนุษย์เทียบเท่ามาตรฐานสากล
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 รองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัยครั้งที่ 2/2569 โดยมี คณะอนุกรรมการฯ พร้อม ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา และนางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย สกศ. เข้าร่วมประชุมในรูปแบบผสมผสานออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องประชุมพจน์ สะเพียรชัย สกศ.

รองศาสตราจารย์ ประวิต เผยว่า ปัจจุบัน สกศ. กำลังดำเนินงานที่มีความสอดคล้องในการพัฒนาเด็กปฐมวัย คือการรับฟังความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของการศึกษา ที่มุ่งเน้นผู้เรียนและการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ เกิดการพัฒนาสมรรถนะและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งการเข้าร่วมกับ OECD ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวทางปฎิบัติในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพผ่านการยกระดับให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลทุกมิติ ตั้งแต่ ผู้สอน สถานศึกษา สังคม งบประมาณ รวมไปถึงด้านนโยบาย

ที่ประชุมร่วมรับทราบและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยใน 2 ประเด็น ดังนี้
1) การจัดทำหลักสูตรการพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 3 ปี พุทธศักราช 2569 โดยมี แพทย์หญิงธนิกา สุจริตวงศานนท์ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย เป็นวิทยากรแนะนำเกี่ยวกับหลักสูตรฯ โดยมีความมุ่งหมายให้เด็กปฐมวัยได้เกิดการพัฒนาการสมวัยและมีสุขภาวะที่ดี พร้อมมีการนำร่องให้ ศพด. นำหลักสูตรฯ ไปดำเนินการ ซึ่งจากการประเมินและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้จริงได้รับผลตอบรับเชิงบวก เนื้อหามีความยืดหยุ่นและเหมาะสมต่อการพัฒนาเด็กแรกเกิดไปจนถึง 3 ปี อย่างไรก็ตามในการนำไปใช้ต้องคำนึงการจัดทำให้สอดรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี อีกด้วย
2) Brain Power พลังสมองปฐมวัย คุณภาพที่สร้างได้ ผ่านการยกระดับสมรรถนะบุคลากรปฐมวัยสู่การขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ใช้แนวคิด Developmentally Appropriate Practice (DAP) หรือการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ โดยมี นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร เลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และ รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง คณะพยาบาลย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเป็นวิทยากรให้องค์ความรู้ กระบวนการดำเนินการ และแสดงผลลัพธ์จากการบูรณาการ ที่นำเทคโนโลยีและ AI ยกระดับคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ยึดการออกแบบวิธีการดูแลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติโดยมีเป้าหมายให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ


ต่อมาที่ประชุมร่วมพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการใน 2 ประเด็น ดังนี้
1) การประกาศเจตนารมณ์ “ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง และงดใช้ ก่อนอายุ 2 ปี” ซึ่งสอดรับกับความมุ่งหมายของ ศ.ดร ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีที่เห็นความสำคัญของปัญหาวิกฤตการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในภาวะวิกฤตให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 1) งดการใช้สื่อหน้าจอ สื่อดิจิทัล และอุปกรณ์ดิจิทัลทุกชนิด 2) ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง และ 3) ให้หน่วยงานที่มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในสังกัด กำหนดมาตรการควบคุมการใช้สื่อหน้าจอ สื่อดิจิทัล โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์ดิจิทัลในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งเสริมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมวัย
2) (ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนานโยบายการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยภายใต้ พ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 โดยมี นางสาวดุษฎี จึงศิรกุลวิทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย เผยว่า เป็นนโยบายสืบเนื่องจากแนวทาง "3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม" ภายใต้แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564–2570 ในยุทธศาสตร์ที่ 2 ว่าด้วยการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ที่ผลักดันมาตรการส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงดูสามารถดูแลเด็กได้ทุกช่วงวัยและทุกกลุ่ม สำหรับการดำเนินงานของเด็กปฐมวัย ผลักดันการเลี้ยงดูเชิงบวกเป็นวาระแห่งชาติโดยอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข สู่การขยายผลการส่งเสริมทักษะการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยเชิงบวก ควบคู่ไปกับมาตรการงดหรือลดการใช้หน้าจอในเด็ก
3) การประกันคุณภาพการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและควบคุมมาตรฐานสถานศึกษาในสังกัด (เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในท้องถิ่น) ให้ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด อย่างไรก็ตามในการประเมินคุณภาพมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้องพิจารณาตัวบริบทกฎหมายให้สอดรับ ลดความซับซ้อน และเป็นทิศทางในการปฏิบัติเดียวกันต่อไป

