สกศ. “สานพลังการศึกษา เพื่อการปฏิรูปประเทศ”

 

              วันนี้ (๔ มิถุนายน ๒๕๖๑) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร) ให้เกียรติเป็นประธานการประชุม “สานพลังการศึกษา เพื่อการปฏิรูปประเทศ” โดยมี รองเลขาธิการสภาการศึกษา (ดร.ชัยยศ  อิ่มสุวรรณ์) กล่าวรายงาน วิทยากรบรรยายได้แก่ ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร) ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา) รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายดนุชา พิชยนันท์) พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้รับผิดชอบด้านนโยบายและแผนของกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุมกว่า ๑,๒๐๐ คน ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ชั้น ๑ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 

 

 

 

              ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๑ มอบหมายให้ทุกส่วนราชการจัดทำแผนการดำเนินงานของหน่วยงานให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อรวมพลังหน่วยงานทางการศึกษาทั้งจากส่วนกลางและทุกภูมิภาค ให้เกิดการรับรู้และเข้าใจทิศทางการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะด้านการศึกษา โดยมุ่งเน้นให้นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการดำเนินงานของหน่วยงานซึ่งเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายตามภารกิจหลักของกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้แก่คนทุกช่วงวัยได้มีประสิทธิภาพ 

 

 
 
 
              ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สานพลังการศึกษา เพื่อการปฏิรูปประเทศ” ว่า ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (IMD World Competitiveness)  ซึ่งปีนี้ประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ ๒๗ ในปี ๒๕๖๐ เป็นอันดับที่ ๓๐ ในปี ๒๕๖๑ ย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะด้านการศึกษาเพื่อการสร้างคนคุณภาพมาพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ และการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคม ตามแนวคิดประเทศไทย ๔.๐ การสานพลังเพื่อปฏิรูปการศึกษานั้นจึงต้องเกิดจากปัจจัยสำคัญใน ๓ ด้าน ดังนี้ ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่การศึกษาปฐมวัยให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปี เพื่อเป็นหลักประกันให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างสมวัย  ๒) กระทรวงศึกษาธิการต้องเปลี่ยนบทบาท เป็นผู้ควบคุมมาตรฐานคุณภาพและดูแลงบประมาณ  โดยใช้กลไกประชารัฐร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม รวมถึงเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากซึ่งเป็นผู้ใช้ผลผลิตจากกระบวนการศึกษา และ ๓) มหาวิทยาลัยในพื้นที่ควรเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้การปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากเป็นแหล่งรวมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและงานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องเป็นองค์กรหลักในการบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
 
 
              ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ นำเสนอเรื่อง “ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์” ว่า การวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีเป้าหมายให้คนไทยในอนาคตมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ ๓ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งนี้ จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการเรียนรู้แบบพลิกโฉม โดยพัฒนาระบบการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ ปรับบทบาทครูผู้สอนให้เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็นนักวิจัยพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของเด็กในทุกช่วงวัยให้มีใจใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา รวมทั้งวางระบบพื้นฐานรองรับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อใช้เทคโนโลยีผสานกับคุณค่าของครู ทำให้เกิดระบบการศึกษาที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการระดับนานาชาติ  ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความตื่นตัวให้คนไทยตระหนักถึงบทบาท ความรับผิดชอบ และการวางตำแหน่งของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียและประชาคมโลก ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ย่อมเกิดจากการร่วมมือร่วมใจจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและกลไกที่สามารถสร้างคนและสร้างสรรค์งานวิจัยที่ตรงต่อความต้องการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ
 
              นายดนุชา พิชยนันท์  รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเสนอ เรื่อง “แผนการปฏิรูปประเทศ” โดยนำเสนอใน ๓ ประเด็นหลัก คือ  ๑. ร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนการปฏิรูปประเทศ  ๒. หน้าที่ของหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๒๕๖๐ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ๒๕๖๐ และ ๓. การติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปการศึกษา ดังนี้   ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) แบ่งยุทธศาสตร์เป็น  ๖ ด้าน คือ ๑. ด้านความมั่งคง  ๒. ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ๓. ด้านการพัฒนาและเสริมทรัพยากรมนุษย์ ๔. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ๕. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ๖. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารภาครัฐ  ส่วนแผนการปฏิรูปประเทศ มี ๑๑ ด้าน คือ ๑. การเมือง ๒.การบริหารราชการแผ่นดิน ๓.กฎหมาย ๔. กระบวนการยุติธรรม ๕. เศรษฐกิจ ๖. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๗. สาธารณสุข ๘. สื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ๙. สังคม ๑๐. พลังงาน ๑๑. ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยที่ ทั้ง ๒ แผนมีความสอดคล้องกันในการนำสู่การขับเคลื่อนที่สำคัญใน ๖ มิติ คือ ๑. การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เกิดบูรณาการการแก้ไขปัญหาความยากจนและกระจายผลกำไรกลับสู่สังคมและชุมชน ๒. การพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตและสร้างนวัตกรรม ขจัดอุปสรรคทางกฏหมาย ปรับโครงสร้างการจัดการด้านพลังงานอย่างเหมาะสม ๓. การสร้างสังคมและชุมชนที่เข้มแข็ง คนในชุมชนทุกกลุ่มมีความมั่นคง มีหลักประกันทาง มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ การรับรู้  ๔. การฟื้นฟูและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสร้างฐานทรัพยากรของประเทศในระยะยาวควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และชุมชน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ๕. การสร้างประสิทธิภาพและความโปร่งใสในกระบวนการทำงานประพฤติมิชอบ พัฒนาระบบ Big Data เพื่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐ จัดการภาครัฐให้มีความกระทัดรัด สร้างธรรมมาภิบาลเพื่อป้องกันการทุจริตและ ๖.การพัฒนากฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย จัดทำระบบการพิจารณาคดีทางปกครองที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัด  สำหรับหน้าที่ของหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๒๕๖๐ มี ๕ ประการ คือ ๑. หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒. ให้ความร่วมมือสศช. ในฐานะเลขานุการฯ ในการประสานงานเกี่ยวกับการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๒๕๖๐ ๓. ให้หน่วยงานของรัฐรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อสำนักงานภายในเวลาและตามรายการที่สำนักงานกำหนด ๔.หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทด้วย และ 
๕. ดำเนินการแก้ไขกรณีความปรากฏว่าการดำเนินการใดขอหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท  ส่วนหน้าที่ของหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ๒๕๖๐ มี ๔ ประการ คือ ๑. ดําเนินการให้เป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กําหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศ ๒. ให้ความร่วมมือในการให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการวางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศตามข้อเสนอแนะ ๓. รายงานผลการติดตามการดำเนินการภายในระยะเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะสำนักงานเลขานุการฯ กำหนด และ ๔. กรณีการดําเนินการใดของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ หน่วยงานของรัฐ (หัวหน้าหัวงาน) ให้ความร่วมมือและคำปรึกษาเพื่อแก้ไขปรับปรุงความไม่สอดคล้องนั้น และดำเนินการตามที่ตกลงร่วมกัน แล้วรายงานให้กรรมการยุทธศาสตร์ชาติทราบ  ซึ่งจะติดตามประเมินผลหน่วยงานต่างๆ โดยใช้ระบบ eMENSCR (Electronic Monitoring and Evaluation System of National Strategy and Country Reform) คือ ระบบสารสนเทศที่ใช้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดำเนินงานของหน่วยงานผ่านแผนงาน โครงการ หรือ การดำเนินการต่าง ๆ  ในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ว่าการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ระบบจะส่งรายงานผลที่แต่ละหน่วยงานส่งมาให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ   คณะรัฐมนตรี  หัวหน้าหน่วยงาน และ รัฐสภา หากตรวจสอบจากรายงานประจำปีแล้วพบว่าหน่วยงานไม่ดำเนินการ โดยไม่มีเหตุผลสมควร สามารส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐได้
 
              ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส  สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานำเสนอ เรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปการศึกษา”  กล่าวโดยสรุปว่า การศึกษาในประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตอย่างยิ่งยวด เนื่องจากคุณภาพต่ำ  มีความเหลื่อมล้ำสูง ระดับความสามารถของนักเรียนไทยเปรียบเทียบกับนานาชาติไม่สามารถแข่งขันได้  ซึ่งเห็นได้จากผลคะแนน และผลสำรวจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคะแนน O-NET ที่ตกต่ำ  ผลการสอบ PISA ของไทย ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อเทียบความสามารถในการแข่งขันในปี ค.ศ. ๒๐๑๗ - ๒๐๑๘ อยู่ในระดับที่ ๓๒ ตกลงจากอันดับเดิม และมีอันดับน้อยกว่ามาเลเซีย ไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมากแต่คุณภาพการศึกษายังต่ำ ขณะที่เวียดนามใช้งบประมาณด้านการศึกษาน้อยกว่าแต่คุณภาพการศึกษาดีกว่า ปัญหาการศึกษาไทยเกิดจากความไม่ตระหนัก ไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร ขาดการมีส่วนร่วม ขาดความรับผิดชอบ บ้างเห็นว่าธุระไม่ใช่  การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ จึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ จึงต้องจากเกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ  ภาคประชาสังคม  ภาคปฏิบัติ และภาควิชาการที่ต้องมาร่วมกันปฏิรูปการศึกษา โดยต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นสำคัญ คืนศรัทธาให้นักเรียนและครู  และต้องใช้นวัตกรรมมาช่วยในการศึกษา ให้ความเป็นอิสระของโรงเรียน ขณะนี้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กำลังผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้  รวมถึงส่งเสริมให้เกิดสถาบันหลักสูตรและการเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือ พัฒนาครู  ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑  หลักสูตรจะเน้นฐานสมรรถนะ มีการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ เพื่อให้ครูนักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูล นักเรียนสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ สำหรับการสอบจะเน้นการประเมินที่ไม่ใช้เพื่อตัดสิน แต่เพื่อให้นักเรียนทราบสิ่งที่ตนเองต้องพัฒนา รวมถึงต้องมีการปฏิรูปอุดมศึกษา ให้ผลิตบัณฑิตตรงความต้องการของประเทศ และอุดมศึกษาควรมีส่วนมาเป็นพี่เลี้ยงหรือให้องค์ความรู้กับโรงเรียนในพื้นที่  เป็นต้น  สำหรับสิ่งที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้ดำเนินการแล้ว คือ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว สำหรับ ร่าง  พ.ร.บ. พัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ  ร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษาแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ. เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยและเสนอรัฐบาลแล้ว นอกจากนี้ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันหลักสูตรและการเรียนการสอนแห่งชาติยกร่างเสร็จแล้ว และพร้อมเสนอคณะรัฐมนตรี  รวมถึงกำลังยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... เมื่อเสร็จแล้วจะสามารถเป็นธรรมนูญทางการศึกษา  สุดท้ายขอฝากว่า การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จะสำเร็จได้สังคมไทยต้องตื่น ตระหนัก ต้องเปลี่ยนคือปรับใจ ปรับพฤติกรรม ร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ดูดาย รับผิดชอบ เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพื่อการศึกษาของไทย

 

 

 
              ในช่วงบ่ายมีการเสวนาเรื่อง “การปรับทิศทางการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปของประเทศไทย” โดยมีวิทยากรได้แก่ นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.เชิดศักดิ์  ศรีสง่าชัยศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น นายพงษ์พิศาล  ชินสำราญ  ศึกษาธิการจังหวัดปราจีนบุรี และการเสวนาเรื่อง “สานพลังปฏิรูปประเทศจากมุมมองของผู้ปฏิบัติ” โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายนิพนธ์  ก้องเวหา ผู้อำนวยการ สพม.เขต ๙ นายพงษ์ศักดิ์  นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ นายทวีศักดิ์  คิ้วทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ดร.ไมตรี  อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินรายการโดย  คุณณัฐมน  ไทยประสิทธิ์เจริญ    
 
ดาวน์โหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ โดย ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
2. ทิศทางการปฏิรูปการศึกษา โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
3. แผนการปฏิรูปประเทศ โดย นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ