นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้ตรวจราชการกระทรวง คณะผู้บริหารกระทรวง คณะกรรมการดำเนินงาน นำเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ๗๘๕ คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๑ เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๑ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล



นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๑ กระทรวงศึกษาธิการได้นำเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกทุกสังกัดทั่วประเทศเข้ารับโล่รางวัล จำนวน ๗๘๕ คน พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในปีนี้มีเด็กและเยาวชนดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือกจากส่วนราชการ ๑๗ หน่วยงาน และหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ ซึ่งผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจำนวน ๕๕๐คน เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ใน ๕ ด้าน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน ๒๓๕ คน ได้แก่ ด้านวิชาการ ๙๓ คน, ด้านศิลปะและดนตรี ๑๐ คน, ด้านคุณธรรมจริยธรรม ๕๑ คน, ด้านกีฬาและนันทนาการ ๑๓ คน และด้านทักษะฝีมือ วิชาชีพ ๖๘ คน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่างๆ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในอนาคต และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนเอง ตลอดจนปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในสังคม เป็นกำลังสำคัญของชาติ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบโอวาทแก่เด็กและเยาวชน โดยสรุปดังนี้




● เพิ่มความรู้-ทักษะอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงความรู้วิชาการอย่างเดียว

ประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การศึกษาด้านเดียว แต่จะต้องมีอีกหลากหลายด้านที่เกี่ยวข้องด้วย การมีความรู้อย่างเดียวในวันนี้ จึงอาจไม่เพียงพอในการประกอบอาชีพ ขอให้เยาวชนเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง พัฒนาตนเองให้มีทักษะในสาขาที่ประเทศต้องการ

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้ นับว่าเป็นเกียรติประวัติอันงดงาม และจะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งในอนาคตเป็นแบบอย่างอันน่าชื่นชม ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการต้องติดตามความคืบหน้าของเด็กเยาวชนที่ได้รับรางวัลให้ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมด้วย

● ขอให้มุ่งเรียนรู้และภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย

ฝากให้เยาวชนมุ่งเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ ศิลปวัฒนธรรมของไทยให้ลึกซึ้ง โดยอาจให้มีการฝึกอบรมปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้อง คุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามแก่เยาวชน ตลอดจนการส่งเสริมให้มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าเป็นหลักชัยของประเทศ สร้างความภูมิใจและประพฤติตนเป็นคนดี โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้เยาวชนไทยทุกคน “เป็นคนเก่งและคนดีของประเทศชาติ”

● พ่อแม่ ครู และสังคม ต้องช่วยกันพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนโต เพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ช่วยกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเต็มที่ ซึ่งเด็กบางกลุ่มอาจจะด้อยด้านการศึกษา แต่เขาจะต้องมี "โอกาส" ทางสังคม พวกเราจึงต้องช่วยกันสร้างโอกาสเหล่านี้ขึ้นมาให้ได้ ร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กจนโตไปสู่วัยทำงาน ต่อเนื่องจนมีครอบครัว โดยส่วนสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ ครู และสังคม ซึ่งต้องมีการพัฒนาตั้งแต่แรกเกิดตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และส่งเสริมให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบ่งเป็น ๒ ด้านคือ การเรียนรู้ในระบบ และการเรียนรู้ด้วยตัวเองจากสังคมรอบด้าน ทั้งนี้การเรียนรู้ด้วยตัวเองจะทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน สามารถต่อสู้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

● ทุกภาคส่วนต้องร่วมพัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันวางแผนพัฒนาสถานศึกษาทุกระดับทั่วทั้งประเทศให้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เด็กต้องเดินทางมาเรียนที่กรุงเทพมหานคร โดยอาจช่วยกันหาแนวทางที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนและทำงานในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้มั่นคงด้วย โดยรัฐบาลจะพยายามส่งเสริมกิจกรรมหรือกีฬาที่เหมาะสมในการทำร่วมกันทั้งครอบครัว

● ฝากคำขวัญวันเด็ก ๒๕๖๑ “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ได้มอบคำขวัญวันเด็กประจำปี ๒๕๖๑ “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” โดยรู้คิด คือรู้จักหน้าที่ของตนเอง มีความรับผิดชอบ ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ ไม่เชื่อทุกอย่างที่ได้ยินมา ควรมีกระบวนการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ก่อนเสมอ รวมถึงให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ มีการวางแผนในอนาคตว่าจะเป็นคนดีอย่างไรและจะสร้างครอบครัวที่ดีได้อย่างไร ตลอดจนใส่ใจด้านจิตอาสา ความกตัญญู เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน เชื่อฟังผู้ใหญ่

● ชูเยาวชนรุ่นใหม่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเทศ บนพื้นฐานความสมดุล ความพอเพียง มีภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ เยาวชนรุ่นใหม่จะต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยตั้งอยู่บนหลักความสมดุลตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ว่า คนไทยจะต้องมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเพียงบนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว เมื่อพอเพียงแล้วก็ร่วมกันพัฒนาให้มันดีขึ้นในอนาคต

โอกาสนี้ ตัวแทนเด็กและเยาวชนได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี โดย ด.ญ.แพรพลอย ผกาหวล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเทพวิทยา กรุงเทพฯ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้โอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและให้โอวาทในวันนี้ พร้อมทั้งกล่าวว่า “การทำความดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ไม่ว่าเราเป็นใครอายุเท่าไรก็สามารถทำความดีกันได้ทุกคน สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ก็นำมาซึ่งความภาคภูมิใจทั้งต่อตนเอง ผู้ปกครองและสถานศึกษา รวมถึงเป็นเครื่องหมายเตือนใจให้มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ยากที่สุด นั่นก็คือการรักษาความดีเอาไว้ตลอดไป”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พบปะกับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง รวมทั้งถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

ภายหลังจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เป็นประธานมอบโล่รางวัล พร้อมให้ข้อคิดตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันเราควรใช้เวลาในการศึกษาส่วนใหญ่ เพื่อพัฒนาให้เกิด

     ๑) ความรู้ (Knowledge) เชื่อว่าทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรู้ว่าจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ อย่าให้กลายเป็นความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

     ๒) ปัญญา (Wisdom) เมื่อมีความรู้แล้วต้องมีปัญญาประกอบด้วย เนื่องจากปัญญาจะช่วยให้เรารู้ผิดรู้ถูก รู้ว่าควรทำสิ่งใดก่อน

     ๓) อุปนิสัยที่ดีงาม (Character) ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนให้เป็นนิสัย มีความเป็นผู้นำ ขยัน ใฝ่หาความรู้ เคารพผู้ใหญ่ โดยสามารถศึกษาเรียนรู้จากอุปนิสัยที่ดีงามของผู้นำระดับโลกในประวัติศาสตร์ได้

 

ซึ่งความรู้จะสัมพันธ์กับการได้งานทำในอนาคต ส่วนการพัฒนาเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จนั้น จะต้องใช้ปัญญาและอุปนิสัยที่ดีงามมาประกอบด้วย ซึ่ง "อุปนิสัยที่ดีงาม" ถือเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษา


ที่มา สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร/ เรียบเรียง

 ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี/ภาพ

Back Page