วันนี้ (๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐) หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม“สภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum)” ครั้งที่ ๑๖ เรื่อง “การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมในประเทศไทย : จากนโยบายสู่การปฏิบัติ” (Inclusive Education in Thailand : Policy to Practice) โดยได้รับเกียรติจาก Mr. Brian Davidson เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา Mr. Summer Xia รองผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย Mr.Malcolm Reeve ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการศึกษาพิเศษและการเรียนรวมสถาบัน Academies Enterprise Trust สหราชอาณาจักร และ Mr. Ady Barrow นักกีฬารักบี้พาราลิมปิก เข้าร่วมแถลงข่าว ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

 
 

                   หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาในฐานะที่เป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติเพื่อนำพาประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ รัฐบาลไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำพาการศึกษาของประเทศให้เท่าเทียมและเสมอภาคในทุกระดับการศึกษา กำลังคนมีความคิดสร้างสรรค์และมีสมรรถนะสูง อยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวให้ทันตลาดของการแข่งขันต่าง ๆ เพื่อการดำรงอยู่ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นโยบายการศึกษาที่เชื่อมโยงไปสู่นโยบายประเทศไทย ๔.๐ ของรัฐบาล จำเป็นต้องมีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนเพื่อปฏิรูปการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้สามารถสร้างผู้เรียนให้มีทัษะที่จำเป็น เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างใช้วิจารณญาณ ทักษะการรับมือกับปัญหาและการแก้ไขปัญหา ทักษะในการลงมือปฏิบัติจริงของผู้เรียน เป็นต้น อีกทั้ง การฝึกอบรมทางวิชาชีพมีบทบาทสำคัญในการนำกำลังคนไปสู่ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์และลำดับความคิดได้ดียิ่งขึ้น

   

                   แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว การศึกษาแบบเรียนรวม หรือ Inclusive Education เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมในทุกประเภทของการจัดการศึกษากับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพสูงที่จัดให้ตลอดช่วงชีวิตของผู้เรียน การศึกษาแบบเรียนรวมจะเป็นบรรทัดฐานทางยุทธศาสตร์ในการนำผู้เรียนหลากหลายประเภทไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นเป้าหมายระดับชาติซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกคนต้องร่วมดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่อไป

 


                   ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมมือทางวิชาการกับบริติช เคานซิล ประเทศไทย จัดการประชุมสภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum) ครั้งที่ ๑๖ เรื่อง การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมในประเทศไทย : จากนโยบายสู่การปฏิบัติ (Inclusive Education in Thailand : Policy to Practice) เพื่อเร่งพัฒนานโยบายการศึกษาด้านการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)  ขณะนี้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แนวทางการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวมนั้น มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ ๔ เน้นการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา ทั้งนี้ สกศ. จะได้เร่งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมให้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม และจัดการศึกษาที่มีความเชื่อมโยงทั้งผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และบุคคลปกติในสถานศึกษาเดียวกัน ไม่แยกส่วนการเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ผลจากการประชุมสัมนาในวันนี้มีการนำเสนอผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ นำไปสู่การขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในระบบการศึกษาไทยต่อไป

   
 

                   Mr. Brian Davidson เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเรียนรวมเป็นสิ่งที่สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญเสมอมา ซึ่งมีกฎหมายรองรับที่จะต้องนำเสนอการเรียนรวมให้กับทุกกลุ่มที่ต้องเข้าถึงการศึกษา รวมถึงมีข้อผูกมัดในเรื่องของกฎหมายสิทธิมนุษย์สากล สหราชอาณาจักรได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ ๓ ของโลกในเรื่องของการศึกษาทางด้านนวัตกรรมและการศึกษาที่สอนให้คิด ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรนั้นยาวนานมากว่า ๕๐๐ ปี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสะท้อนสำคัญคือการร่วมมือทางการศึกษา เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๙ ที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรได้ร่วมลงนามใน MOU ทางด้านการศึกษา แบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือ ด้านการเสริมทักษะครูและนักเรียนไทยในด้านภาษาอังกฤษ  ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อนำมาสู่การร่วมมือทางเศรษฐกิจ และด้านทักษะการเป็นผู้ประกอบการและการศึกษาวิชาชีพ พร้อมกับยืนยันว่าสหราชอาณาจักรจะมีการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศไทยในลักษณะเช่นนี้ต่อไป 

 
 
 


                   Mr. Summer Xia รองผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรวมถือเป็นเป้าหมายหนึ่งของยูเนสโก้ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และในปีนี้ บริติช เคานซิล ประเทศไทยจะมีอายุครบ ๖๕ ปี ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยมีทีมงานเดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อเก็บข้อมูล ร่วมกับผู้วางแผนหรือผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงร่วมพูดคุยกับครู อาจารย์ ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับใช้ในการวางนโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทย


                   Mr.Malcolm Reeve ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการศึกษาพิเศษและการเรียนรวมสถาบัน Academies Enterprise Trust สหราชอาณาจักร กล่าวว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือเด็กที่มีความทุพลภาค มีจำนวน ๒๐เปอร์เซนต์ของประชากรเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกและเป็นความท้าทายของวงการศึกษาที่ต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ความมีคุณค่า และไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งการเรียนรวมถือเป็นคำตอบของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากการร่วมงานในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยได้กำหนดนโยบาย ๓ ประเด็นสำคัญ คือ ๑) เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม ๒) คุณภาพของการศึกษา องค์กรทางการศึกษาควรมีการปรับตัวให้สามารถรองรับกับความต้องการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ไม่ใช่ให้เด็กปรับตัวตามระบบที่มีอยู่ เพราะความต้องการของเด็กเหล่านี้ควรถูกมองว่าเป็นความท้าทายขององค์กรทางการศึกษา และควรมีการตวรจสอบสถาบันทางการศึกษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้สถาบันทางการศึกษามีการปรับปรุง พัฒนา และให้การศึกษากับเด็กกลุ่มนี้ และ ๓) ภาวะความเป็นผู้นำของผู้บริหารตั้งแต่รัฐบาล กระทรวง กรม รวมถึงครูใหญ่ เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้ที่สามารถกำหนดหัวข้อการศึกษารวมให้เป็นวาระสำคัญ และนำมาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้


                   Mr. Ady Barrow นักกีฬารักบี้พาราลิมปิก กล่าวว่า การโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกันของกับเด็กทุกคนถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ต้องไม่ลืมเด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือเด็กที่มีความทุพลภาคเพราะพวกเขาคือปัจเจกชน ซึ่งความต้องการพิเศษของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ และความหลากหลายนำมาซึ่งความแข็งแกร่งของสังคม เพราะฉะนั้นถ้าไม่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ อาจสูญเสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่จากความสามารถของเขาเหล่านี้ไป ประเทศไทยได้เริ่มเห็นความสำคัญของคนกลุ่มนี้ แต่ยังขาดการรวม และการยอมรับในสังคม ซึ่งควรเริ่มจากการปรับทัศนคติตั้งแต่เด็ก โดยสถาบันทางการศึกษาควรจัดให้มีการเรียนรวมตั้งแต่เด็ก จะได้เห็นว่าถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายและความฝันที่เหมือนกันได้ คนเหล่านี้มีตัวตนในสังคมเพียงแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีที่ให้เขาได้แสดงความคิดเห็นในสังคม ซึ่งหวังว่าจะเห็นภาพคนเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป

สามารถดูภาพบรรยาการได้ที่
 

Back Page