วันนี้ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๐) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเสวนา เรื่อง “รวมพลังเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙)” และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน” โดยมี ดร.ชัยยศ  อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นผู้กล่าวรายงาน และบรรยายพิเศษเรื่อง “พลังเครือข่าย หัวใจการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติฯ สู่การปฏิบัติ” ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง  จังหวัดชลบุรี โดยมีเครือข่ายประชารัฐเข้าร่วมประชุมกว่า ๒๐๐ คน

 
 
 
 
 
 

 

      มล.ปนัดดาดิศกุล   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวโดยสรุปว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเป็นความหวังของประเทศและพลังเครือข่ายเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการศึกษา การประชุมในวันนี้จึงเป็นการระดมพลังเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆทั้งกลุ่มนักวิชาการนักการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสภาหอการค้าสภาอุตสาหกรรม  องค์กรเอกชนกลุ่มจิตอาสาพ่อแม่ผู้ปกครองและเยาวชนปราชญ์ชาวบ้านฯลฯร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและความเป็นจริงในสังคมรวมถึงช่วยกันคิดแก้ปัญหาและลำดับเรื่องที่ควรทำก่อนหลัง ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนและเครือข่ายการศึกษาประชารัฐจนได้เครือข่ายการศึกษาที่เป็นรูปธรรมแล้วใน๑๘จังหวัดได้แก่เชียงใหม่เชียงรายแม่ฮ่องสอนลำปางสุโขทัยน่านกระบี่ภูเก็ตสุราษฎร์ธานี  ยะลาสุรินทร์นครราชสีมามหาสารคามชลบุรีตราดนนทบุรีสตูลและขอนแก่น  และในปีงบประมาณ 2560 สกศได้ดำเนินการต่อเนื่องโดยขยายเครือข่ายการศึกษาประชารัฐให้ครบและครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 18 ศึกษาธิการภาค  สำหรับแนวทางการจัดการเรียนการสอนสะเต็ม (STEM)  นับเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมให้มีการใช้อย่างกว้างขวางเพราะจะช่วยพัฒนาความคิดวิเคราะห์ตามแนววิทยาศาสตร์มากขึ้น๕เรื่องสำคัญของสะเต็มคือหลักการเหตุผลหลักภูมิสังคมหลักตรรกะคุณธรรมหลักภูมิปัญญาไทยและหลักการสื่อสารภาษาต่างประเทศก็สอดคล้องกับศาสตร์พระราชาควรนำมาปลูกฝังให้เด็กไทยเป็นคนดีมีวินัยภูมิใจในความเป็นชาติมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่ตนสนใจโดยควรเน้นให้มีคุณธรรมนำความรู้ดังหลักการของโรงเรียนคุณธรรมที่เน้นน้อมนำศาสตร์พระราชาใน๕เรื่องคือ๑พอเพียง๒.ซื่อสัตย์สุจริต๓กตัญญู๔.ความรับผิดชอบ๕.คุณธรรมจริยธรรม  มาปลูกฝัง บ่มเพาะนักเรียนรวมทั้งปลูกฝังให้รู้จักสามัคคี  อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยรู้จักใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สำคัญต้องรู้จักตนเองรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีอะไรไม่ดีและรู้หน้าที่ของตน

 
 
 
 

 

            ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวโดยสรุปว่า  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.  ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ซึ่งปัจจุบันได้ประกาศใช้แล้ว แผนฉบับนี้มุ่งเน้นพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑  เด็กไทยในอนาคตต้องมีคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ คือคุณลักษณะของ 3R X 8C ดังนื้ 3R คือ อ่านออก (Reading) เขียนได้  (Writing) มีทักษะในการคำนวณ (Arithmatic) 8C คือ มีคิดวิเคราะห์แบบมีวิจารณญาณ( Critical Thinking and Problem) มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างนวัตกรรม (Creativity and Innovation) สามารถทำงานเป็นทีม  และมีภาวะผู้นำ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ (Collaboration Teamwork and Leadership) มีทักษะในการสื่อสารและรู้เท่าทันสื่อ (Commumication Information and Media Literacy) เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Cross –Cultural Understanding) มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ รู้เท่าทันเทคโนโลยี รู้จักแสวงหาความรู้ (Computing and ICT Literacy) มีทักษะทางอาชีพ เลี้ยงตนเองได้ (Career and Learning Skills) และมีคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงมีลักษณะเพิ่มเติมที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทย คือ ความมีน้ำใจ เมตตาอารี (Compassion) สิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตมีคุณลักษณะดังกล่าว และแผนการศึกษาฉบับใหม่จะเน้นการศึกษาตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงเชิงตะกอน การศึกษาจึงไม่ได้มุ่งเฉพาะนักเรียนในโรงเรียนแต่สามารถเรียนได้ทุกช่วงวัย  โดยแผนการศึกษามียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน ๖ ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ  ต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ เช่น ยาเสพติด ภัยธรรมชาติ ฯลฯ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้  ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา  ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  และยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งเครือข่ายประชารัฐนับเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่มาร่วมเป็นเครือข่ายช่วยกันพัฒนาการศึกษา ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งในการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมตามยุทธศาสตร์ที่ ๖

 
 
 
 
 
   
 
   
   

 

            ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา บรรยายพิเศษ เรื่อง “พลังเครือข่ายกับการปฏิรูปการศึกษาชาติ”  กล่าวโดยสรุปว่า เมื่อก่อนเป้าหมายการศึกษา คือ เก่ง ดี มีสุข แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มีเป้าหมายที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เป็นการตอกย้ำว่าประเทศต้องการให้คนเป็นคนดีก่อนที่จะเป็นคนเก่ง และแนวทางในการจัดการศึกษาต่อไปก็ต้องการให้เน้นให้เป็นคนดี  นอกจากนี้เป็นที่ตระหนักกันดีว่าปัจจุบันการจัดการศึกษาไม่ใช่เรื่องเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น  ทุกกระทรวงต้องมีบทบาทสนับสนุนการศึกษาตามบทบาทของตน และการศึกษาจะมุ่งให้ความสำคัญกับเด็กตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งมีงานวิจัยรองรับจำนวนมากว่าลงทุนพัฒนาเด็กเล็ก จะส่งผลมากกว่าถึง ๗ เท่า สำหรับเรื่องที่ขณะนี้กำลังเร่งผลักดัน คือ การสร้างการมีส่วนร่วม การศึกษาไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของทั้ง ๑๑ กระทรวง รวมถึงของคนทั้งประเทศ จึงมีแนวคิดจะกระจายอำนาจ กระทรวงศึกษาธิการจะไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายทั้งหมด แต่จะมีการคัดเลือกผู้แทนแต่ละจังหวัดมาช่วยกลั่นกรองเพื่อจัดทำนโยบาย  ต่อไปนโยบายจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ง่ายเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี  ทั้งกำลังมีแนวคิดผลักดันการจัดการศึกษาให้เป็นกฎหมาย มีบทลงโทษเมื่อไม่ปฏิบัติตาม รวมถึงมีแนวคิดที่จะตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวกับจัดทำนโยบายแห่งชาติเพื่อพัฒนาคน กรรมการชุดนี้จะดูแลการศึกษาทั้งประเทศที่ไม่จำกัดเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ แต่พิจารณาครอบคลุมทุกกระทรวงที่เกี่ยวกับการศึกษา โดยคนที่จะมาเป็นกรรมการต้องเป็นมืออาชีพ พ่อแม่ผู้ปกครองก็สามารถเป็นกรรมการชุดนี้ได้ โดยสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการชุดนี้ ทำหน้าที่เหมือนสภาพัฒน์ด้านการศึกษาทั้งประเทศและมีบทบาทในการคาดการณ์ความต้องการกำลังคนในอนาคตด้วย  นอกจากนี้มีแนวคิดจะให้อิสระกับโรงเรียนมากขึ้น โดยให้โรงเรียนที่มีความพร้อมสามารถเป็นนิติบุคคลหรือโรงเรียนในกำกับได้ 

 
 
 
 
 
 
 
 
   
 
   

 

           ที่ประชุมได้ร่วมอภิปราย เรื่องกรอบและทิศทาง“แผนพัฒนาการศึกษาประชารัฐ” โดย นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน นักวิชาการ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) นายไกรศักดิ์ วรทัต ผู้แทนสมัชชาการศึกษาจังหวัดสุรินทร์ รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา น้อยจันทร์   คณบดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นายปุณณพัทธ์ อรุณิชย์ตระกูล   ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย  ดำเนินการโดย นายประพจน์ ภู่ทองคำ รวมถึงได้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ 9 ฐานภายในศูนย์กสิกรรมธรรมชาติประกอบด้วย 1. ฐานคนรักษ์แม่ธรณี 2. ฐานคนรักษ์ป่า 3. ฐานคนรักษ์น้ำ 4. ฐานคนรักษ์แม่โพสพ 5. ฐานคนเอาถ่าน   6. ฐานคนรักษ์สุขภาพ 7. ฐานคนมีไฟ  8. ฐานคนมีน้ำยา 9. ฐานคนติดดิน

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

      ในวันที่ ๑ กันยายน๒๕๖๐มีการแบ่งกลุ่มย่อย๔กลุ่มเพื่อร่วมกันเสนอประเด็นเร่งด่วนทางการศึกษากลุ่มที่ 1 วิทยากร : นายสากล ขวัญทองและนายพลเดช ศรีบุญเรืองกลุ่มที่ 2 วิทยากร :ดร.รวิช  ตาแก้วและดร.นิจพร  มาจันทร์  กลุ่มที่ 3 วิทยากร :นางสาววรอนงค์ เนตรสุภลักษณ์  และ ศ.พญ.สยมพร ศิรินาวินกลุ่มที่ 4 วิทยากร :ดร.นวลพรรณ วรรณสุธีและนายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย   แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอประเด็นฯและให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นพร้อมกับลงมติคัดเลือกประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจำนวน 4 ประเด็นดำเนินการอภิปรายโดยนายสันติพงษ์ช้างเผือกบรรณาธิการรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย ไทยพีบีเอส 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Back Page