สรุปประเด็นการสนทนารายการรอบรั้วเสมา ช่วงผู้บริหารสนทนา สถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz และ AM 1161 KHz ประเด็นเรื่อง กลไกการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย วันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๘.๓๐๐๘.๔๕ น. โดย ดร. วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา

ประเด็นสนทนา

 ผู้ดำเนินรายการ:     รายการรอบรั้วเสมา ช่วงผู้บริหารสนทนา ในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมสนทนาประเด็น “กลไกการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย”  
       
       นประเด็นการจัดทำแนวทางบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดประชุมเรื่องกลไกการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธาน ณ ทำเนียบรัฐบาล ขอเรียนถามท่านรองเลขาธิการสภาการศึกษา ถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 
       
 รองเลขาธิการสภาการศึกษา:     บทบาทหน้าที่หนึ่งของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาคือการเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และท่านได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง มาเป็นประธานในที่ประชุม
       
       ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องที่ดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย
       
       กระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ ดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์จนอายุ ๓ ปี พัฒนาระบบบริการอนามัยแม่และเด็ก เช่น การคัดกรองการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ ให้ความรู้ สร้างสื่อ นวัตกรรม เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกมิติ 
       
       กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่ ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดที่อยู่นอกระบบประกันสังคม 
       
       กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ ดูแลและพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่เพื่อพัฒนาเด็กองค์รวม สนับสนุนงบประมาณ จัดหาอาหารกลางวันและนมสำหรับเด็กปฐมวัย 
       
       กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ จัดการศึกษาสำหรับโรงเรียนอนุบาล และมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยจัดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย คัดเลือกและสนับสนุนการใช้นิทานและสื่อเรียนรู้อื่นที่เหมาะสม จัดทำร่าง นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาในการประชุมของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) ได้กล่าวถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกัน และมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง ๔ กระทรวง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แบ่งบทบาท หน้าที่ และภารกิจ
       
       ช่วงนี้เป็นช่วงที่ให้ความสำคัญในเรื่องปฐมวัยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้กำหนดไว้ชัดเจน เช่น มาตรา ๕๔ ระบุว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา ตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย มาตรา ๕๕ ระบุว่า รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรา ๒๕๗ การปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ให้สามารถเริ่มดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา ตามมาตรา ๕๔ ซึ่งหมายความว่าเด็กปฐมวัยในช่วงอายุ ๓ ขวบ จะต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งในอดีตไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน มีการเตรียมความพร้อมจัดการศึกษาอนุบาล แต่ไม่ได้มีการบังคับ แต่ขณะนี้ได้มีการกำหนดว่ารัฐบาลจะต้องจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัย ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาปรึกษาหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัยว่าจะทำอย่างไร เด็กทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษา หน่วยใดจะดูแลส่วนใด และมีอีกหน่วยงานหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งดูแลในประเด็นการปฏิรูปประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของเด็กปฐมวัย ได้มีการยื่นข้อเสนอในการปรับปรุงระบบ วิธีการทำงาน  มีข้อเสนอแนะที่จะทำให้การทำงานมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น ต้องมีการตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะเป็นผู้ที่จะเชื่อมโยงทั้ง ๔ กระทรวงหลัก และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาทำงานร่วมกัน 

       
 ผู้ดำเนินรายการ:      หน่วยงานกลางจะประกอบไปด้วยหน่วยงานใดบ้าง
       
 รองเลขาธิการสภาการศึกษา:      หน่วยงานกลางจะจัดในรูปแบบของคณะกรรมการ มีสำนักงาน ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานเรื่องนี้ มาร่วมกันจัดทำแผนงาน ยุทธศาสตร์ กำกับ ติดตามการดำเนินงาน และนโยบายใหม่ ๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแนวคิด เพราะการจัดตั้งหน่วยงานกลางช่วงนี้ค่อนข้างทำได้ลำบาก เพราะจะเกี่ยวข้องกับงบประมาณ บุคลากร สถานที่ และกฎหมายที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ดังนั้น จึงอยู่ในขั้นตอนการเสนอแนวคิด ในที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะว่าอาจใช้หน่วยงานเดิมที่ทำงานอยู่แล้ว และมาปรับปรุงบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
       
 ผู้ดำเนินรายการ:      ก่อนหน้านี้ท่านรองเลขาธิการสภาการศึกษา ได้กล่าวไว้ว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยระบุไว้ว่าจะต้องมีการจัดให้มีการศึกษาตั้งแต่เด็ก ๓ ขวบ หมายความว่า เด็กอายุ ๓ ขวบจะต้องเข้าเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่าแนวทางในการบริหารจัดการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไม่ใช่หรือ
       
 รองเลขาธิการสภาการศึกษา:      ใช่ค่ะ การดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นการดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัย เน้นไปที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างกาย สังคม อารมณ์ และพัฒนาการที่จะต้องสมวัย สำหรับเรื่องระบบการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาที่จะเข้าสู่การศึกษาในระบบ คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะต้องเตรียมความพร้อม เพราะมีผลการวิจัยในระดับสากลชี้ว่า เด็กปฐมวัย ๐- ๖ ปี เป็นช่วงวัยทองของชีวิต ถ้ามีการลงทุนในการพัฒนาเด็กช่วงนี้ ผลตอบแทนจะกลับมาสูงถึง ๗ เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนช่วงอื่น ดังนั้นเป็นช่วงที่จะต้องดูแลอย่างจริงจังว่าจะวางพื้นฐานเด็กเรื่องใดบ้าง โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสติปัญญา ซึ่งผลการสำรวจและประเมินที่เพิ่งผ่านไปของประเทศไทยพบว่า เด็กปฐมวัยมีระดับ IQ ต่ำกว่ามาตรฐาน คือค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ ๙๐ – ๙๗ ซึ่ง IQ มาตรฐานของคนทั่วไปอยู่ที่ ๑๐๐ ขึ้นไป จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงมาก เด็กช่วงนี้อาจจะไม่มีการดูแลอย่างเต็มที่เท่าที่ควร โดยเฉพาะพัฒนาการในเรื่องสติปัญญา ความพร้อมต่าง ๆ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีเหตุผล ฯลฯ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปจัดระบบการศึกษา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงกำหนดว่า เด็ก ๓ ขวบจะต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา รัฐบาลจะต้องจัดระบบการศึกษาและสนับสนุนทุกอย่าง
       
 ผู้ดำเนินรายการ:      ประเด็นหลักสูตรที่จะมีการจัดให้กับเด็กวัยนี้ บางคนบอกว่า เด็กเรียนเยอะ เนื้อหาที่เรียนแน่น จะมีการปรับเรื่องหลักสูตรอย่างไร
       
 รองเลขาธิการสภาการศึกษา:      ความเป็นจริงไม่อยากให้พูดถึงหลักสูตรสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะดูหนักมาก แต่คำว่าหลักสูตรไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นการเรียนในรายวิชา มีการท่องหนังสือ หรือสอบเสมอไปเท่านั้น สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรม หรือประสบการณ์ให้เด็ก ที่ผ่านมามีการจัดตามความพอใจ ความพร้อม แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการศึกษาต้องมีมาตรฐานเดียวกัน 

       
 ผู้ดำเนินรายการ:      เกณฑ์มาตรฐานที่นำมาใช้ในการดูแลบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยจะเป็นอย่างไร
       
 รองเลขาธิการสภาการศึกษา:      ช่วงนี้อยู่ในช่วงการหลอมรวมมาตรฐานจากทุกสถานที่มาเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ คิดว่าภายใน ๒ เดือนจะมีมาตรฐานใหม่ และสามารถนำไปใช้กับทุกแห่งที่พัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อยกระดับให้เป็นมาตรฐานเดียว เด็กทุกคนในประเทศนี้จะเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานนี้เหมือนกันในเรื่องของความเสมอภาค ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป

       
 ผู้ดำเนินรายการ:      วันนี้ ขอขอบพระคุณ ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ที่มาให้ความรู้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้รับฟังรายการ ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมคงต้องรบกวนเวลาท่านอีกครั้ง วันนี้ขอขอบพระคุณและสวัสดีครับ
       
       .......................................................................................................
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       

 

Back Page