เมื่อวันที่  ๓๐  มกราคม ๒๕๖๐ นางสาวสมรัชนีกร อ่องเอิบ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ร่าง นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ พร้อมนำเสนอร่างนโยบายและยุทธศาสตร์ดังกล่าว ณ โรงแรมเชียงใหม่ ออคิด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากทุกภาคส่วน อาทิ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น

 

           นางสาวสมรัชนีกร  อ่องเอิบ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ กล่าวว่า เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในระยะ ๖ ปีแรกของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ดีที่สุด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม หากเด็กในวัยนี้ได้รับการดูแล พัฒนาอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามวัยแล้ว เด็กก็จะเติบโตเป็นเยาวชน เป็นผู้ใหญ่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ  ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องเด็กปฐมวัย ๘ กระทรวงหลัก ๓๐ กว่าหน่วยงาน จึงต้องมีการจัดทำแผนร่วมกันเพื่อให้ทราบบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนของแต่ละหน่วยงานในการพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ มีศักยภาพตามวัย

 
 

            สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย และในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ ๑) ตามนโยบายรัฐบาลด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙  (ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสุดระยะเวลาตามแผนดังกล่าว) คณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์และติดตามผลการดำเนินงาน จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อยก ร่าง นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ซึ่งนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ฯ นี้ ประกอบด้วย ๗ ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การจัดและการให้เด็กเข้าถึงบริการที่พัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการบริการก่อนและหลังคลอดอย่างเท่าเทียม  เด็กปฐมวัยทุกคน เข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และการศึกษา รวมถึงเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษทุกคนและเด็กด้อยโอกาสทุกคนสามารถเข้าถึงบริการด้านต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ บทบาทการเป็นพ่อแม่ การอบรมเลี้ยงดู และบทบาทของครอบครัว มีจุดประสงค์ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กทุกคนได้รับการพัฒนาความรู้และมีศักยภาพทั้งในด้านการเลี้ยงดูและการดูแลเด็กปฐมวัย  พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กทุกคนมีทักษะใหม่ๆ เพื่อทำกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการและการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่พัฒนาเด็กปฐมวัย มีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการดูแล พัฒนารอบด้านตามมาตรฐานชาติ รวมถึงได้รับบริการสุขภาพและส่งเสริมพัฒนาการตามมาตรฐานอนามัยแม่และเด็กของกระทรวงสาธารณสุข  เด็กปฐมวัยได้รับประสบการณ์เรียนรู้ที่มีคุณภาพทุกรูปแบบเต็มตามศักยภาพ มีความพร้อมที่จะเรียนในระดับประถมศึกษา ได้เรียนรู้จากสื่อและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม บุคลากรสาธารณสุขและผู้ประกอบวิชาชีพด้านการศึกษาปฐมวัยได้รับการพัฒนาศักยภาพ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดระบบข้อมูลและตัวชี้วัด มุ่งหวังให้ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการวางแผน การบริหารจัดการ การดำเนินการ การติดตาม  ประเมินผล มีความถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ที่ ๕การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับประโยชน์ตามสิทธิพื้นฐาน รวมทั้งการจัดการศึกษาปฐมวัยมีคุณภาพและเป็นไปตามพระราชบัญญัติเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การศึกษา การวิจัยและการเพิ่มองค์ความรู้ ที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และการเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อให้เกิดการวิจัย องค์ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนางานปฐมวัย มีการจัดการความรู้ด้านปฐมวัยเพื่อพัฒนางานและสมรรถนะของผู้ทำงานอย่างต่อเนื่อง และยุทธศาสตร์ที่ ๗ กลไก การบริหารจัดการ การติดตามงานและประเมินผล และการสร้างเครือข่ายการประสานงานการทำงานร่วมกัน  มุ่งหวังให้การพัฒนาระบบบริหารจัดการ และติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ   มีการพัฒนาระบบการเงินที่ส่งผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีกลไกการมีส่วนร่วมการบริหารจัดการ การระดมสรรพกำลัง ทุนเพื่อพัฒนาส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย

 
   

           อย่างไรก็ตาม การจัดทำยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รวบรวมองค์ความรู้  จากผู้ทรงคุณวุฒิ  มีงานวิจัยทฤษฎีรองรับ รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนการศึกษาแห่งชาติ แต่ก็เป็นนโยบายและแผนฯ ที่มาจากส่วนกลาง จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องรับฟังความคิดเห็นจากระดับจังหวัดและผู้ปฏิบัติ  สำนักงานฯ จึงจัดประชาพิจารณ์ขึ้น ๔ ภูมิภาค เพื่อรับฟังความคิดและร่วมพิจารณาให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีความครอบคลุม  สมบูรณ์และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

 
   


           จากนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มตามประเด็นยุทธศาสตร์เป็น ๓ กลุ่ม  กลุ่ม ๑ อภิปรายยุทธศาสตร์ที่ ๑ และ ๒  กลุ่ม ๒ อภิปรายยุทธศาสตร์ที่ ๓  กลุ่ม ๓ อภิปรายยุทธศาสตร์ที่ ๔-๗  ในประเด็นเรื่องความชัดเจน ครอบคลุม ครบถ้วนตามวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเป้าประสงค์ของแต่ละยุทธศาสตร์  ความสอดคล้องของเป้าประสงค์กับมาตรการที่ใช้ในแต่ละยุทธศาสตร์  ความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด รวมถึงยุทธศาสตร์ต่างๆ สามารถตอบโจทย์พื้นที่ หรือภูมิภาค ในด้านโอกาส ความเสมอภาค การเข้าถึงบริการ คุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการด้านเด็กปฐมวัยหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ สกศ. จะได้รวบรวมความคิดเห็นเพื่อสรุปเสนอคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์และติดตามผลการดำเนินงาน  และคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติต่อไป

Back Page