“เครือข่ายการศึกษาประชารัฐ: นวัตกรรมการปฏิรูปการศึกษาไทย”

วัลภา เล็กวัฒนานนท์


              ในยุคนี้ คำศัพท์หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยในเกือบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล คือ คำว่า“ประชารัฐ” นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศใช้ “ยุทธศาสตร์ประชารัฐ”เพื่อให้ ส่วนราชการต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เกิดความสงบเรียบร้อย เกิดความสามัคคี และพัฒนาประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืนได้จริง และได้ขยายความเพิ่มด้วยว่า “ประชารัฐเป็นการร่วมมือกันในการสร้างสรรค์ สร้างพลังในการทำความดีให้ประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อตนเองหรือข้าราชการ แต่ทำเพื่อประชาชนทุกคน...”

              สรุปความคือ “ประชารัฐ” หมายถึง การร่วมมือกันทำเรื่องดี ๆ มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างสร้างสรรค์ของภาครัฐและภาคประชาชน หรือจะกล่าวว่า “ทุกภาคส่วน” คงไม่ผิดความหมายนัก

              หากย้อนมองอดีต เรื่องของการศึกษาเริ่มต้นจาก “วัง” กล่าวคือ การศึกษาเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ สมาชิกราชวงศ์ และขุนนางที่รับราชการทำงานฉลองพระเดชพระคุณ ต่อมาจึงค่อยขยายออกมาสู่คนทั่วไป โรงเรียนสำหรับราษฎรอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลทื่ ๕ ปี พ.ศ.๒๔๒๗ มีการตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรขึ้นตามวัดหลายแห่ง ทั้งในพระนครและหัวเมืองสำคัญ ๆ โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรก คือ“โรงเรียนวัดมหรรณพาราม” ตั้งอยู่ที่ถนนตะนาว ตำบลเสาชิงช้า อำเภอพระนคร กรุงเทพฯ โดยเปิดสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นประถมศึกษาแบบสหศึกษา ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป คนทั่วไปเห็นความสำคัญของการศึกษาและมีโอกาสได้รับการศึกษา มากขึ้น จึงขยายไปเป็นหน้าที่ของ “บวร” หรือ “บ้าน วัด โรงเรียน” อาจกล่าวได้ว่า ระบบการศึกษาที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งด้วยความร่วมมือกันของทุกองคาพยพ ทั้งการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว การสั่งสอนให้แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักจารีตประเพณีและหลักคุณธรรม จริยธรรมจากวัด การให้วิชาความรู้จากโรงเรียน และอบรมบ่มเพาะอุปนิสัยใจคอความประพฤติด้วยการ ขัดเกลาทางสังคม นับเป็นความร่วมมือที่บูรณาการกันอย่างเหมาะสมและงดงามตามบริบทของสังคมไทย ด้วยนัยยะนี้ จึงกล่าวได้ว่าการศึกษาเป็นแนวคิดแบบ “ประชารัฐ”

              เมื่อห้วงเวลาเปลี่ยนไป เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการศึกษาของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆมากมาย ไม่ใช่เพราะระบบการศึกษาของเราไม่มีประสิทธิภาพ แต่เพราะบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษาจึงต้องปรับเปลี่ยนตามให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป หากยังยึดโยงอยู่กับแบบแผนเดิม ผลของระบบการศึกษาจึงสร้างปัญหาดังที่เราได้เห็นอยู่โดยทั่วไป และแม้ว่าประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยในปี พ.ศ.๒๕๕๘ งบประมาณด้านการศึกษาสูงถึง ๕ แสนล้านบาท คิดเป็น ๔% ของ GPD นับเป็นการลงทุนด้านการศึกษาที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในขณะที่เวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) จัดอันดับความสามารถการแข่งขันระดับโลก ในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ.๒๕๕๗) คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ ๘๖ ของโลก และเป็นอันดับ ๗ ของอาเซียน อันดับอยู่เหนือเพียงประเทศเวียดนาม กัมพูชา และพม่า (ข้อมูลจาก CEP: Centre for Educational Psychology,2014) นอกจากนี้จากการศึกษากฎหมายการศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา อาทิ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ พบว่า ข้อแตกต่างของกฎหมายการศึกษาของไทยกับประเทศเหล่านี้คือกฎหมายการศึกษาไทยยังขาดสาระรายละเอียดเกี่ยวกับความรับผิดรับชอบ (Accountability) ของผู้เรียน ครอบครัว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการศึกษา รวมทั้งยังเน้นที่โครงสร้างการบริหารจัดการมากกว่าแนวทางการจัดการศึกษา ให้เกิดคุณภาพสู่ผู้เรียนอย่างแท้จริง แสดงให้เห็นชัดว่าระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน และกลไกที่ยอมรับกันว่าได้ผลในยุคดิจิตอลนี้ คือ “กลไกการมีส่วนร่วม” ของทุกคน ทุกภาคีเครือข่าย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มิใช่บทบาทหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ นักการศึกษาหรือนักวิชาการเท่านั้น ดังคำปฏิญญาสหัสวรรษด้านการศึกษาของสหประชาชาติที่ว่า “Education for All, All for Education”

              สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายการศึกษาของชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของการระดมสรรพกำลังในการร่วมกำหนดทิศทาง วางแผน ดำเนินการเพื่อ จัดการศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของภูมิสังคมในพื้นที่ จึงศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีการดำเนินการอยู่บ้างแล้วในพื้นที่ต่าง ๆ หลายจังหวัด อาทิ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เป็นต้น โดยมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ได้แก่ สภาการศึกษาจังหวัด สมัชชาการศึกษาจังหวัด ฯลฯ หลังจากศึกษาการดำเนินงานของจังหวัดเหล่านี้ระยะหนึ่ง จึงสรุปหลักการและแนวทางการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมนี้ โดยเบื้องต้นสรุปและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “แนวทางการดำเนินงานสมัชชาการศึกษา” ต่อมาได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า “การศึกษาประชารัฐ” เนื่องจากเป็นชื่อที่ตรงกับสาระการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของทั้งภาครัฐและประชาชน และสอดคล้องกับ “ยุทธศาสตร์ประชารัฐ” ของรัฐบาลทั้งนี้การใช้กลไก “การศึกษาประชารัฐ” ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในระดับพื้นที่ เป็นแนวทางที่สามารถทำงานคู่ขนานไปกับโครงสร้างของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐–๒๕๗๔ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเพิ่มเติมสาระให้สมบูรณ์ ก่อนนำเสนอขอมติคณะรัฐมนตรีต่อไป นอกจากนี้จากข้อสรุปการประชุมระดมความคิดและประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีตัวแทนจากทุกจังหวัดเข้าร่วมการประชุม ระหว่างเดือนเมษายน-สิงหาคม ๒๕๕๙ สรุปว่าการใช้กลไก “การศึกษาประชารัฐ” เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในระดับพื้นที่ ควรมีลำดับขั้นตอนแบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่ ๑) ระยะเตรียมการ ๒) ระยะทดลอง และ ๓) ระยะพัฒนา รายละเอียด ดังนี้
              ๑) ระยะเตรียมการ เป็นการเตรียมการก่อตั้งเครือข่ายการศึกษาประชารัฐ เริ่มจากการกำหนดวิธีการก่อตั้งองค์กร โครงสร้าง บทบาทหน้าที่ บุคลากร และจัดให้มีการประชุม/ปรึกษาหารือทุกภาคส่วน โดยนำประเด็นปัญหาการศึกษาเข้าสู่วาระการประชุมระดับจังหวัด ระดับหน่วยงาน และระดับชุมชน มีการระดมทรัพยากรในการดำเนินงาน กำหนดบทบาทการศึกษาประชารัฐจังหวัด ให้เป็นหน่วยสนับสนุนและเติมเต็มการจัดการศึกษาของภาครัฐ แต่สามารถพึ่งพาและจัดการตนเองได้ โดยใช้บุคลากรที่มีจิตอาสา หรือตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาหอการค้า สภาวัฒนธรรม องค์กรทางศาสนา องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการ
              ๒) ระยะทดลอง เป็นระยะการขับเคลื่อนงาน ด้วยการศึกษาสภาพปัญหาตามบริบท รวบรวมข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลของแต่ละจังหวัด เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา นำมาใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนกลยุทธ์การทำงานและวิธีการขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาซึ่งประกอบด้วยสถานการณ์ปัจจุบันและปัญหาการจัดศึกษาของจังหวัด การกำหนดจุดประสงค์และเป้าหมายในแก้ไขปัญหา การกำหนดตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์และเป้าหมาย การกำหนดยุทธศาสตร์/มาตรการ/งบประมาณ/ระยะเวลา และการวางแผนการติดตามและประเมินผลความสำเร็จ จากนั้นจึงนำแผนงานไปดำเนินการทดลองและปรับปรุงแก้ไข
              ๓) ระยะพัฒนา เมื่อระยะการทดลองผ่านไปแล้ว จะเป็นการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเผยแพร่ความสำเร็จ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายการศึกษาประชารัฐ ทั้งในและนอกประเทศ การสร้างเครือข่ายรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย การมีโครงการ/กิจกรรมที่น่าสนใจและ ประสบความสำเร็จ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการและสร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่นให้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

              การศึกษาและพัฒนาระบบ “เครือข่ายการศึกษาประชารัฐ” เกิดจากหลักการและความเชื่อที่ว่า “การศึกษาเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกด้าน” การจัดการศึกษาเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว ต้องอาศัยสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนของสังคม การตระหนักถึงปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยที่ตกต่ำเมื่อเทียบเคียงกับนานาชาติ และปัญหาหลากหลายที่มาจากวงจร “โง่ จน เจ็บ” เป็น “คำถาม” ที่ไม่เฉพาะผู้มีหน้าที่ด้านการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นทุกคนที่ต้องใคร่ครวญว่า เพราะอะไร ปัญหาการศึกษายังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล แม้จะมีคนเก่งเต็มบ้าน ผู้จบการศึกษาสูงมากมายเต็มเมือง?

              คำตอบหนึ่งที่แม้จะเจ็บปวด แต่ต้องยอมรับ คือ “เราแก้ปัญหาไม่ถูกทาง” และด้วยการยอมรับว่าเรามี “ปัญหา”เท่านั้น จึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการ“แก้ปัญหา” ได้ ด้วยเหตุนี้ “เครือข่ายการศึกษาประชารัฐ” จึงเป็นคำตอบหนึ่ง (ในหลายคำตอบ) เพราะเป็นนวัตกรรมการปฏิรูปการศึกษา แม้ว่าโดยหลักการและสาระ จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาให้ความสำคัญ มีการคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดด้วยกระบวนการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษา ร่วมรับผลใน ทุกระดับทุกระบบ โดยมีความเป็น “หุ้นส่วน” ที่เท่าเทียมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร นั่นหมายถึงว่าทุกคนมี ส่วนร่วมในการกำหนดระบบการจัดการศึกษาที่ตรงกับความต้องการในบริบทของแต่ละพื้นที่ ให้แก่เยาวชนคนรุ่นหลังด้วยตัวเราเองอย่างแท้จริง

              ถ้าเราไม่ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาการศึกษาเพื่ออนาคตของชาติด้วยมือของพวกเราเอง แล้วใครกันจะทำ?


เอกสารอ้างอิง
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (๒๕๕๘). แนวทางการดำเนินงานสมัชชาการศึกษา. กรุงเทพฯ : ห.จ.ก.
ซี.ที.ซี คอมมิวนิเคชั่น.
เอกสารสรุปสาระการประชุมประดมความคิดเรื่อง “การจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือและสมัชชาารศึกษา” ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ ณ ห้องปิ่นมณฑล โรงแรมเอสดีอเวนิว กรุงเทพฯ.
เอกสารสรุปสาระการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง“การจัดทำแนวทางการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือและ สมัชชาการศึกษา” ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ณ ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล “บ้านผู้หว่าน” จังหวัดนครปฐม.
ข้อมูลจาก https://popwandee.blogspot.com/2015/12/blog-post_39.html) (30 ตุลาคม 2559)