กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองคึกคัก นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย 3 รัฐมนตรี ทั้งศึกษาฯ คลัง และวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมทำพิธีเปิด พร้อมปักธงประกาศร่วมกันเดินหน้า พร้อมชู สสส.การศึกษาเป็นตัวช่วยใหม่ แนะต้องเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ
เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2553 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ อีกหลายท่าน และผู้บริหารทั้งห้าองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนของ 3 ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม รวมทั้งครูอาจารย์และนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยภายในงานหน่วยงานหลักทั้ง 5 องค์กรหลัก ได้จัดบูธแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปการศึกษา พร้อมทั้งผลงานและโครงการต่างๆของสถาบันการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของสังคมไทย เพราะการมาเข้าร่วมประชุมสัมมนาของทุกคนในครั้งนี้แสดงให้เห็นความตั้งใจ และความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ร่วมกันว่า อนาคตประเทศชาติขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนเป็นสำคัญ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติเป็นครั้งแรก และมีการปฏิรูปการศึกษาเป็นทศวรรษแรก ได้ผ่านเหตุการณ์มามากมาย ทั้งที่สำเร็จก้าวหน้าและมีปัญหาอุปสรรคนานา ต้องยอมรับว่า 10 ปีแรกความก้าวหน้าที่เห็นชัดก็คือ การขยายโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการประเมินผลสถานศึกษาจากภายนอก จนทำให้ได้รู้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กทั้งคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี
นายกรัฐมนตรีฯ กล่าวอีกว่า บางเรื่องที่เคยระบุไว้ในการปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 2542 บางเรื่องยังไม่มีความคืบหน้า เช่น ควรมีกองทุนวิชาชีพครู หรือ กองทุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ดังนั้น ในการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 นี้ได้มีการพูดกันในคณะรัฐมนตรีว่า ไม่มีเวลาที่จะสูญเสียไปกับความผิดพลาดในอดีตแล้ว หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ก็คือ ทำตามหลักการที่ปฏิบัติได้ผลจริงอย่างมีประสิทธิภาพ จับต้องได้และเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาบางเรื่องเดินหน้าไปแล้ว เช่น การขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กได้เรียนฟรีเริ่มเมื่อปีที่แล้ว
และยังกล่าวอีกว่า การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงทุกภาคส่วนในสังคม อย่างองค์กรปกครองท้องถิ่น ก็ได้บูรณาการร่วมมือกันเพื่อเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะต้องไม่มองเฉพาะการศึกษาที่แยกส่วนมาจากสังคมเท่านั้น ทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด ร้านเกมที่บางแห่งกลายเป็นแหล่งมั่วสุมของเด็กและวัยรุ่น ปัญหาคุณแม่วัยใสหรือวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ล้วนต้องนำมาเชื่อมโยงกับการศึกษาทั้งสิ้น เพื่อทำให้คนมีคุณภาพ พร้อมกันนั้น ก็จะต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจด้วย ระบบการศึกษาต้องตอบสนองตลาดแรงงาน ทำให้คนจบการศึกษาแล้วมีงานทำ
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของวิชาชีพครู กฎหมาย ระเบียบต่างๆก็ต้องดำเนินการตามแนวทางการปฏิรูปที่กำหนดไว้ ซึ่งก็มีโครงการคืนครูให้กับนักเรียน เพื่อให้ครูได้ทุ่มเทกับการเรียนการสอน โดยมีนโยบายและมีมาตรการหลายอย่างเพื่อให้ดำเนินการตามนี้ได้ ขอย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน ซึ่งการปฏิรูปการศึกษารอบสองนี้ก็ได้กำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจนแล้วว่า ต้องการให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันทำงาน เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ โดยสรุปคือใช้หลัก 4 ใหม่ คือ1.พัฒนาคุณภาพคนไทย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะต้องเป็นคนเก่ง ดี และมีความสุขเท่านั้น จะต้องดำรงความเป็นไทยและรู้เท่าทันสถานการณ์ของโลกด้วย 2. พัฒนาคุณภาพครู 3.พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ และ 4.พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ 3 ดี คือ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา
“ ขอย้ำว่าการปฏิรูปการศึกษารอบสองจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน อย่างเช่นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาหลัก ต้องได้เกินครึ่งขึ้นไป ในการปฏิรูปการศึกษารอบสองนี้จะมีตัวช่วยตัวใหม่คือ สสส. ทางการศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ได้รับจัดสรรงบจากรัฐบาลเพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถทำงานได้อย่างเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามกการปฏิรูปการศึกษา ต้องมีจุดสิ้นสุด ถ้าทำกันไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือความล้มเหลว ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบภารกิจสำคัญนี้ และระดมกันแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ ซึ่งเป็นการทำเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่องนี้อาจจะกระทบกับอำนาจและผลประโยชน์ของใครต่อใครบ้างก็ต้องเสียสละ เพราะถ้าการปฏิรูปรอบสองนี้ไม่สำเร็จ การปฏิรูปรอบ 3-4 คงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากคงจะไม่มีใครเชื่ออีกต่อไปแล้ว และทุกวันนี้โลกก็ไม่รอสังคมไทย” นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีกล่าว
ภายหลังปาฐกถาพิเศษจบ นายอภิสิทธิ์ รัฐมนตรีว่าการฯ ทั้งสามท่าน และผู้บริหารระดับสูง ได้ร่วมกันชูธงขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษารอบสอง เพื่อเป็นการประกาศความร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งนี้ นายกอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีฯ ทั้งสามท่านพร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการได้เดินชมบูธในงานด้วยความสนใจ